ยุคเหมืองแร่ พ.ศ. 2228
การติดต่อกับต่างชาติของภูเก็ตในระยะแรก

 

     ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ประเทศฮอลันดามีอิทธิพลในเอเซียเป็นอย่างมากได้สร้างเมือง Batavia (เมืองปัตตาเวียเป็นเมืองเก่าตั้งอยู่ทางทิศเหนือของกรุงจาการ์ต้าในเกาะชวาของประเทศอินโดนิเซียในปัจจุบัน) มีการค้าที่ความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก และ ได้ขยายอิทธิพลมาถึงกรุงสยาม ดังนั้นสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเจริญราชไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กับพระสันตะปาปาของฝรั่งเศส เพื่อช่วยเหลือให้กรุงสยามพ้นภัยคุกคามจากฮอลันดา ในขณะเดียวกันพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะโค่นอำนาจทางการค้าของฮอลันดาในตะวันออก ส่วนพระสันตะปาปามีพระราชประสงค์ที่จะเผยแพร่คริสตจักรมายังตะวันออกเช่นกัน จึงได้ส่งคณะฑูตโดยมีเชอวาเลีย เดอ ซามอง (เชอวาลิเอร์ เดอ โชมองต์)เป็นราชทูต เพื่อที่ฝรั่งเศสสามารถที่จะร่วมกับไทยต่อสู้ฮอลันดา ท่านราชฑูตเชอวาเลีย เดอ ซามอง จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชสร้างเมืองสงขลาเพื่อต่อสู้ทางการค้ากับเมืองปัตตาเวีย และขอรับสิทธิทางการค้าผูกขาดค้าขายแร่ดีบุกที่ภูเก็ตแต่ผู้เดียว โดยจัดตั้งคลังสินค้ารับซื้อดีบุกโดยมีเรือจาก "คลอรามันเดล" แล่นรับส่งสินค้า เดินทางมายังภูเก็ตปีละ 1 ลำประจำทุกปี

อ้างอิง
หอจดหมายเหตุอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
http://haab.catholic.or.th/churchbkk/belief.html

หัวข้อ 1.4 ทูตฝรั่งเศสคณะแรกมายังกรุงศรีอยุธยา

พ.ศ. 2328 การค้าดีบุกกับต่างชาติ

     ในยุคสมัย ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร พระยาราชกปิตันเหล็ก หรือ กัปตันฟรานซิส ไล้ท์ (Captain Francis Light) แห่งเมืองซัฟฟอร์ค ประเทศอังกฤษ เป็นนายทหารเรือ ยศเรือโท ประจำอยู่ในเรือแอโรเก้น (H.M.S.Arrogant)ได้ลาออกจากราชการ และ ผันแปรตนเองเป็นพ่อค้าวานิช อยู่ในสังกัด บริษัท อีสต์อินเดีย ของอังกฤษ ได้ทำการเช่าเกาะหมาก(เกาะปีนังในปัจจุบัน) จากเจ้าเมืองไทรบุรี พร้อมสถาปนาตนเองเป็นเจ้าเมือง และ ด้วยความเป็นกัปตันเรือ จึงได้เดินเรือค้าขายระหว่างอินเดีย กับชายฝั่งตลอดแหลม มลายู เช่น เมืองตะนาวศรี มะริด เมืองถลาง เมืองไทรบุรี ปีนัง และ มะละกา เป็นต้น ระหว่างที่จอดเรือตามเมืองท่าต่างๆ นั้น  ก็จะนำสินค้าจากอังกฤษและยุโรป มาขาย ในขณะเดียวกันจะรับซื้อสินค้าพื้นเมืองกลับไปขายที่อังกฤษและยุโรปเช่นกัน เรือเมื่อมาถึงเกาะภูเก็ต(เมืองถลาง) เข้าทำการ ติดต่อค้าขายกับท่านผู้หญิงจัน (ท้าวเทพกระษัตรี) ด้วยการนำเสื้อผ้าแพรพรรณ อาวุธ และ ฝิ่น มาขาย ในขณะเดียวกันได้รับซื้อดีบุก ไข่มุก งาช้าง หนังสัตว์ และ สมุนไพร  กลับไป

       การเดินทางไปในท้องทะเลอันดามันอยู่ตลอดเวลา กัปตันฟรานซิส ไล้ท์จึงเป็นผู้หนึ่งที่เตือนท่านผู้หญิงจันให้รู้ว่าพม่ากำลังเดินทางมาเข้าตีเมืองถลาง ทำให้ท่านผู้หญิงจัน(ท้าวเทพกระษัตรี)  คุณหญิงมุก(ท้าวศรีสุนทร) เตรียมตัวป้องกัน และ ตีทัพพม่าแตกพ่ายไปในวันที่ 24 มีนาคม 2328

http://phuketindex.com/travel/photo-stories/s-thaothep/details.htm

 

พ.ศ. 2450 การทำเหมืองแร่ในทะเล

      ในยุคสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ( คอซิมบี้ ณ ระนอง ) และ เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมของประเทศอังกฤษ ทำให้แร่ธาตุต่างๆ เป็นที่ต้องการอย่างมาก มีชาวอังกฤษเดินทางออกแสวงหาแร่ต่างๆ โดยเฉพาะแร่ดีบุกเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก ด้วยความสมบูรณ์ของแร่ดีบุกในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ การทำเหมืองแร่ดีบุกบนบกเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ในทุกพื้นที่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ นับตั้งแต่ เกาะบอร์เนียว สิงคโปร์ มะละกา ปีนัง ตลอดแนวจนถึง พังงา และ ภูเก็ต สำหรับการทำ เหมืองแร่ดีบุกบนบกนั้นมีความต้องการใช้แรงงานเป็นอย่างมาก  จึงมีชาวจีนอพยพผ่านปีนังเข้าภูเก็ตเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นแรงงานในเหมืองแร่

 

      ต่อมาในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907) พบว่าแร่ดีบุกมีอยู่ในทะเลเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถนำขึ้นมาได้ ชาวออสเตรเลีย Captain Edward Thomas Miles เกิดที่เมืองโฮบาต (Hobart), เกาะทัสมาเนีย (Tasmania) ภายหลังเติบโตในรัฐวิคตอเรีย (Victoria), ประเทศ ออสเตรเลีย (Australia)  ได้เดินทางมาที่จังหวัดภูเก็ต และได้รับสัมปทานการทำเหมืองแร่ ทำการจัดตั้งบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ขึ้นและนำหุ้นออกขายที่เมืองโฮบาต (Hobart) โดย Captain Edward Thomas Miles ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทฯ ต่อมา Captain Edward Thomas Milesได้คิดประดิษฐ์เรือดูดแร่ในทะเล (Tin Dredge) ลำแรกของโลก โดย Captain Edward Thomas Miles ทำการออกแบบและก่อสร้างขึ้นในสกอตแลนด์ แล้วนำมาประกอบขึ้นที่เกาะปีนังประเทศมาเลเซีย การใช้เรือดูดแร่สามารถผลิตปริมาณดีบุกได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการทำเหมืองแร่ในเขตจังหวัดพังงา ตะกั่วป่า และ ภูเก็ตเป็นไปอย่างกว้างขวางทั่วทุกพื้นที่ทั้งบนบกและในทะเล เศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตเติบโตและเฟื่องฟูด้วยธุรกิจเหมืองแร่ดีบุกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  

ข้อมูลอ้างอิง http://adbonline.anu.edu.au/biogs/A100487b.htm

เข้าสู่ยุคการท่องเที่ยว

พ.ศ. 2512 เริ่มต้นการท่องเที่ยวของภูเก็ต

       มีการเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง เจมส์บอนด์ ตอน เทพบุตรปืนทอง(James Bond - The Man with The Golden Gun) นำแสดงโดยโรเจอร์ มัวร์ ซึ่งรับแสดงบทเป็นเจมส์ บอนด์ เป็นการรับบทครั้งแรกต่อจากฌอน คอนเนอรี่ ในภาพยนตร์ชุด “เจมส์ บอนด์ พยัคฆ์ร้าย 007” ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่มีความโด่งดังเป็นอย่างมากในเวลานั้น เป็นที่ปรากฏว่าสถานที่ใดที่ได้ใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้มักจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา ดังนั้นภายหลังในปี พ.ศ. 2517 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำออกฉายตามโรงภาพยนตร์อย่างแพร่หลายและโด่งดังไปทั่วโลก ทำให้หมู่เกาะพังงา เขาพิงกัน และ เกาะตะปู ในอ่าวพังงา เผยแพร่ออกไปเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในระดับโลก จูงใจให้นักท่องเที่ยว สนใจเข้ามาท่องเที่ยว และมีความนิยมชมชอบบอกกล่าวเล่าต่อกัน จนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความนิยมเป็นอย่างมาก จึงพอจะยึดถือได้ว่าการท่องเที่ยวของภูเก็ตได้เริ่มต้น ณ บัดนั้นเป็นต้นมา ในระยะแรกๆนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยว มีลักษณะใส่กระเป๋าสะพายหลัง (Backpacker) เข้าพักอาศัยโรงแรมในเมือง ส่วนที่พักตามบริเวณชายหาด มีการก่อสร้างเป็นแบบบังกะโลอย่างง่ายๆ พักค้างคืนในอัตราค่าห้องคืนละ 60-100 บาท

พ.ศ. 2515 - 2522 การลงทุนทางการท่องเที่ยวของภูเก็ตในระยะแรก

       ความมีชื่อเสียงของหมู่เกาะพังงา โดยภาพยนตร์ James Bond ทำให้เขาพิงกัน และ เกาะตะปู เริ่มเป็นที่รู้จักกันและเรียกขานว่า  James Bond Island ปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีการสร้างโรงแรมระดับชั้นหนึ่ง (FirstClass Hotel) เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ โรงแรมภูเก็ตไอแลนด์รีสอร์ท (พ.ศ. 2515 โรงแรมดิเอเวซอนในปัจจุบัน) โรงแรมเพิร์ล (พ.ศ.2517) โรงแรมป่าตองบีช (พ.ศ. 2519) โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน (พ.ศ.2522) และ โรงแรมพันทรี (พ.ศ. 2524 โรงแรมเดอะเจดีย์ในปัจจุบัน) ตามลำดับ ราคาห้องพักอยู่ในระดับอัตรา 240 – 320 บาทต่อคืน สามารถทำรายได้เข้าสู่จังหวัดปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

พ.ศ. 2521 – 2524 การท่องเที่ยวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน                                             

      ในขณะที่ภาคเอกชนมีความตื่นตัวในเรื่องการท่องเที่ยว มีการลงทุนสร้างโรงแรมเกิดขึ้นตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้แก่ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต มีจำนวนห้องพักเพิ่มมากขึ้นในทุกแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ แต่จำนวนนักท่องเที่ยว ไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราหรือปริมาณที่สอดคล้องกับจำนวนห้องพักของโรงแรมที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

      ในปีพ.ศ. 2521 ผู้ประกอบการทางการท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต ได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต โดยมีนายวิจิตร ณ ระนองเป็นนายกสมาคมฯ ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2521

      แม้องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อ.ส.ท.) ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปีพ.ศ. 2503 เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่ในระยะแรกยังไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านงบประมาณเท่าที่ควร ตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาการท่องเที่ยวได้มีการขยายตัวโดยภาคเอกชน ภาครัฐจะสนับสนุนในการทำประชาสัมพันธ์เท่านั้น เพราะรัฐยังให้ความสำคัญในการพัฒนาการเกษตร และ การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม มากกว่า ด้วยการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว รัฐบาลเริ่มพบเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยว และ เริ่มบรรจุการท่องเที่ยวไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 – 2514) ซึ่งระบุไว้เพียงว่า “ ขยายงานโฆษณาและงานเผยแพร่ในต่างประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และ ปรับปรุงระเบียบการและพิธีการต่างๆ เพื่อจะอำนวยบริการและให้ความสะดวกทุกด้านแก่นักทัศนาจร ในการเดินทางเข้าออกทั้งภายในและต่างประเทศ” และ เริ่มมีรายละเอียดมากขึ้น ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 – 2519) แต่ก็ยังอยู่ในแนวทางการพัฒนาเช่นเดียวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 2 เพียงเพิ่มเติมเรื่องการตกแต่งพื้นที่สาธารณะ ให้สวยงามและการรักษาความสะอาด กับการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการของสถานประกอบการ จนเข้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (ระหว่างปีพ.ศ. 2520-2524) มีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมากมายหลายๆด้านที่ต้องเร่งแก้ไข ที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาฉบับนี้ คือ

  • ปัญหาการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

  • ปัญหาการก่อสร้างโรงแรม และ ที่พักอาศัย ที่ทำลายสภาพแวดล้อม และปล่อยของเสียลงสู่ที่สาธารณะ

  • ปัญหาการควบคุมมาตรฐาน และจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยว

  • ปัญหาการยกระดับมาตรฐานกำลังคนในธุรกิจโรงแรม 

  • ปัญหาเรื่องความปลอดภัย เกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว

  • ปัญหาหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวของรัฐ ขาดความเอาใจใส่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ ขาดความรับผิดชอบ

โดยวางแนวทางในการแก้ไขปัญหา ข้างต้น ด้วยแผนงานดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยว

  • พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

  • จัดรูปธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

  • ยกมาตรฐานกำลังคนในธุรกิจท่องเที่ยว

      โดยตั้งเป้าหมาย  “ให้เพิ่มนักท่องเที่ยว จาก 1.4 ล้านคนในปี พ.ศ. 2520 เป็น 2.2 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2524 หรือ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 11 เพิ่มจาก 4.9 วัน เป็น 5.5 วัน ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแต่ละคนในหนึ่งวันเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 หรือ เพิ่มขึ้นจาก 800 บาท เป็น 966 บาท ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งจะกระจายไปยังธุรกิจต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยร้อยละ 19 หรือเพิ่มขึ้นจาก 5,500 ล้านบาท เป็น 11,700 ล้านบาท”

ข้อมูลอ้างอิง http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=86 บทที่ 4 การส่งออก การนำเข้า และการส่งเสริมการท่องเที่ยว หน้า 240 ถึง 245 ข้อ 5 การส่งเสริมการท่องเที่ยว

      จากที่คาดไว้ว่านักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นตามที่ระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 แต่ปรากฏว่าได้เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางขึ้น จนในที่สุดสงครามระหว่าง อิรัก และ อิหร่าน อุบัติขึ้นเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้น จากเดิม 14-15 เหรียญต่อบาร์เรลในปี พ.ศ. 2515 พุ่งขึ้นเป็น 40 เหรียญ ต่อบาร์เรลในปี พ.ศ. 2516 จนกระทั่งราคาน้ำมันได้พุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราคา 68 – 69 เหรียญ ต่อบาร์เรล ในระหว่างปี พ.ศ. 2522 – 2524 การขึ้นราคาน้ำมันทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาซึ่งต้องอาศัยการนำเข้าน้ำมันเพื่อการผลิตและพัฒนาประเทศ ทำให้ดุลการค้าขาดดุลมากยิ่งขึ้น ประเทศประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การเติบโตทางการท่องเที่ยวขยายตัวเพียงร้อยละ 8 ไม่ได้เป็นไปในอัตราร้อยละ 11 ตามที่คาดหมาย ธุรกิจโรงแรมประสบภาวะขาดทุนกันเป็นส่วนมาก

 

(ดูรายละเอียดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ ๑ ถึง ฉบับที่ ๑๐ ด้านท่องเที่ยวได้ในภาคผนวกท้ายเล่ม)

.. 2524    ความขัดแย้งในการทำเหมืองแร่ กับ ธุรกิจการท่องเที่ยว

      ในระหว่างที่รัฐบาลสนับสนุนส่งเสริมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวกำลังเติบโต นักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีคนสนใจในการลงทุนด้านโรงแรมมากขึ้น ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลที่มีพลเอกเปรม ติณณสูลานนท์  เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี พล ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม อนุมัติให้  ฟูคุนหลอง นักธุรกิจชาวมาเลเซีย ได้รับประทานบัตร ในการทำเหมืองเร่ในทะเล ณ บริเวณหาดป่าตอง แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรวมตัวกันคัดค้าน เพราะเกรงว่าการทำเหมืองแร่ในทะเลจะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและความงดงามของท้องทะเลที่หาดป่าตอง ข่าวการคัดค้านการทำเหมืองในทะเล เป็นที่สนใจแก่ประชาชนทั่วไป การคัดค้านต่อต้านปรากฏในสื่อต่างๆ ทำให้รัฐบาลต้องทบทวนนโยบาย พรรคประชาธิปัตย์โดยนายชวน หลีกภัย เดินทางไปยังหาดป่าตองเพื่อรับทราบข้อมูล ได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้ประกอบการท่องเที่ยว มีการสรุปความคิดเห็นว่าสมควรส่งเสริมการท่องเที่ยวเพราะมีการกระจายรายได้มากกว่า ในที่สุด รัฐบาลโดย นายกรัฐมนตรี พลเอก เปรม ติณณสูลานนท์ มีมติส่งเสริมการท่องเที่ยว และยกเลิกสัมปทานเหมืองแร่ของบริษัทฟูคุนหลองในเวลาต่อมา  

 

พ.ศ. 2524 - 2526 วิกฤติเศรษฐกิจ กับ การวางแผนพัฒนาท่องเที่ยวภูเก็ต

      เพื่อแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ ในเดือนมิถุนายน 2524 รัฐบาลทำการกู้เงินจาก IMF (International Monetary Fund) จำนวน 814.5 ล้าน SDR (Special Drawing Rights) แต่เบิกถอนจริงจำนวน 345 ล้าน SDRhttp://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/index/Pages/IMF_index.aspx
      ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2525 รัฐบาลทำการกู้เงินจาก IMF เพิ่มอีกจำนวน 271.5 ล้าน SDR 
(1SDR
เท่ากับประมาณ 1.3 USD และ 1USD เท่ากับ 23 บาท)

      จากวิกฤตเศรษฐกิจที่ต้องกู้ยืมเงินจาก IMF เพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในมิติต่างๆ รัฐบาลจึงมีนโยบายในการส่งเสริมการท่องเที่ยว รัฐบาลได้มอบให้ อ.ส.ท. (องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว) ติดต่อกู้เงินจาก OECF (The Overseas Economic Cooperation Fund) เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นโครงการช่วยเหลือของรัฐบาลญี่ปุ่น และในการให้กู้ยืมเงินครั้งนี้ทาง OECF ได้มอบให้ JICA (Japan International Cooperation Agency) มาทำการศึกษาจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ผลการศึกษาสามารถสรุปเป็นแผนพัฒนาขึ้น 3 เล่ม และได้นำแผนพัฒนาดังกล่าวนำเสนอชักชวนให้ผู้ลงทุนชาวต่างประเทศเข้ามาลงทุนก่อสร้างโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต แผนพัฒนาทั้ง 3 เล่ม ได้แก่

                                      1. Greater Phuket

                                      2. Phuket - Phang Nga - Krabi

                                      3. Southern Thailand

ผลจากการศึกษา ได้เป็นแนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวของ จังหวัดภูเก็ตในระยะแรก ชักนำให้ผู้ลงทุนจากต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากในระยะเวลาต่อมา

พ.ศ. 2526 - 2532 การลงทุนจากต่างชาติสร้างโรงแรม และสนามกอล์ฟ                          

      ผลการศึกษาของ JICA พบว่าภูเก็ตมีศักยภาพสูงทางการท่องเที่ยว บริษัทต่างชาติจึงได้มีการลงทุนสร้างโรงแรมขึ้นอย่างมากมาย อาทิเช่น Club Mediterranean จากประเทศฝรั่งเศส, Amanpuri โดยการร่วมทุนจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่นและ อินโดนิเซีย, Le Meridien จากประเทศสิงคโปร์, Holiday Inn โดยบริษัท Lam Chang ประเทศสิงคโปร์, Phuket Yacht Club จากประเทศสิงคโปร์, Dusit Laguna, Laguna Beach Club, Sheraton Grand Laguna Beach, Banyan Tree และ Allamanda โดยบริษัทไทยวา ภายใต้การลงทุนของบริษัท Wah Chang ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น

      ส่วนผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีการสร้างโรงแรม Patong Merlin (2528), โรงแรม Coral Beach โดยบริษัทอิตาเลี่ยนไทย (2528 ปัจจุบัน Amari Coral Beach), โรงแรมบ้านไทย (2529), โรงแรม Club Andaman (2531) โรงแรม Patong Resort (2531)

 

           สนามกอล์ฟ Phuket Country Club (2531), Blue Canyon (2533) และ Century Country Club (2533 ปัจจุบัน Loch Palm Golf Club)                      

.. 2526   เที่ยวบินระหว่างประเทศเริ่มบินตรงเข้าภูเก็ต  

      บริษัท การบินไทย จำกัด ทำการศึกษาหาข้อมูล และ พิจารณาจัดทำแผนการบิน ที่จังหวัดภูเก็ต สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต เสนอและผลักดันให้ บริษัท การบินไทย จำกัด เปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ในเวลาต่อมา บริษัทการบินไทย จำกัดได้เริ่มเส้นทางการบิน สิงคโปร์ - ภูเก็ต เป็นครั้งแรก เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2526 โดยเริ่มสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี จึงได้เพิ่มเที่ยวบินเป็นสัปดาห์ละ 3 และ 4 เที่ยวในเวลาต่อมา นับเป็นเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ที่ทำการบินโดยตรงเข้าสู่ภูมิภาคโดยไม่ผ่านกรุงเทพเช่นในอดีตที่ผ่านๆมา                                   

.. 2527    รัฐบาลประกาศลดค่าเงินบาท

      จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำตั้งแต่ปี พ.. 2524 - 2526 ในเดือนพฤศจิกายน 2527 รัฐบาล โดยนายสมหมาย ฮุนตระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประกาศลดค่าเงินบาท จากอัตราแลกเปลี่ยน 1 USD = 23 บาท เป็น 1 USD = 27 บาท และ รัฐบาลของพลเอก เปรม ติณณสูลานนท์ พบว่าประเทศมีดุลการค้า(Balance of Trade) ขาดดุลมาโดยตลอด เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ยังไม่สามารถผลิดสินค้าเองได้ จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ได้กำหนดเป้าหมายที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงต้องนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องจักร วัตถุดิบ น้ำมัน และ อื่นๆเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปรากฏว่าสินค้าและเครื่องจักรที่นำเข้ามีมูลค่ามากกว่ามูลค่าของสินค้าที่ส่งออก ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศขาดดุลมาโดยตลอด จากความพยายามในการหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ได้พบว่าแม้ว่าดุลการค้าจะขาดดุลมาโดยตลอด  แต่ปรากฏว่า ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) กลับเกินดุลมาโดยตลอดเช่นกัน และยังพบอีกว่า เหตุที่ดุลการชำระเงินที่เกินดุลนั้น เนื่องมาจากรายได้ที่เกิดขึ้นจากภาคบริการ คือ การขนส่ง และการท่องเที่ยว รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว และเพิ่มงบประมาณในการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวไปยังหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพิ่มงบประมาณทางการตลาดให้กับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (อ.ส.ท.) ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ท.ท.ท) การเพิ่มงบประมาณเป็นไปอย่างก้าวกระโดด

                                                                 ปีงบประมาณ        2527     2528     2529     2530 ………. 2552

         งบประมาณ ท.ท.ท.                          หน่วย : ล้านบาท     30         70        100      300 ………. 4,481.6

http://sasithara.mots.go.th/index.php?option=com_content&task=view&id=223&Itemid=34

พ.ศ. 2527 - 2529   การส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพหุภาคีอย่างต่อเนื่อง

      เศรษฐกิจของประเทศยังไม่ดีขึ้นเท่าใดนัก ในเดือนมิถุนายน 2528 รัฐบาลยังต้องกู้เงินจาก  IMF อีกจำนวน 400 ล้าน SDR (แต่เบิกถอนจริงจำนวน 260 ล้าน SDR) http://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/index/Pages/IMF_index.aspx

      ด้วยนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว บริษัทการบินไทย จำกัดได้เปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศตรงเข้าจังหวัดภูเก็ต ภายหลังการเปิดน่านฟ้าทำการบินตรงเข้าสู่ต่างจังหวัด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ร่วมกับ บริษัทการบินไทย จำกัด และภาคเอกชนในจังหวัดภูเก็ต ทำการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการเชิญ บรรดานักเขียน เจ้าหน้าที่บริษัทนำเที่ยวในทุกระดับ สื่อมวลชน จากประเทศต่างๆทั่วโลก เดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต มีการเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ การเดินทางเข้ามาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น โดย ค่าโดยสาร ได้รับการอนุเคราะห์จากบริษัทการบินไทย จำกัด บริษัทเดินอากาศไทย จำกัด(บ.ด.ท) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ส่วน ค่าที่พัก ค่าขนส่ง และค่าอาหาร อนุเคราะห์โดย ผู้ประกอบการในท้องถิ่น ได้แก่ โรงแรมเพิร์ล โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน โรงแรมภูเก็ตไอแลนด์รีสอร์ท  โรงแรมป่าตองบีช โรงแรมภูเก็ตคาบาน่า  โรงแรมพันทรี บริษัทภูเก็ตทราเวลแอนด์ทัวร์จำกัด ร้านอาหารทุ่งคากาแฟ ตลอดระยะเวลา 4 ปี (พ.ศ. 2527 – 2529) ได้มีการต้อนรับและให้การอนุเคราะห์ไปไม่ต่ำกว่า 1,000 คน แม้ไม่ได้ประเมินตัวเลขอย่างเป็นทางการ แต่พอจะประมาณการได้ว่ามีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท

.. 2529 ประชามติของชาวภูเก็ตเรื่อง การท่องเที่ยว กับ โรงงานแทนทาลั่ม

      ในเดือนมิถุนายน 2529 เกิดกรณีเผาโรงงานแทนทาลั่ม เนื่องจากชาวภูเก็ตเห็นว่าเป็นอันตรายต่อสภาพแวดล้อม มีการต่อต้าน คัดค้านการเปิดโรงงานแทนทาลั่ม ด้วยนักวิชาการได้จัดนิทรรศการ ณ บริเวณสะพานหิน เพื่อเผยแพร่ชี้แจงให้เห็นภัยจากโรงแรมแทนทาลั่ม โดยแสดงให้เห็นว่าโรงงานดังกล่าวใช้กรดซัลฟูริค (กรดกัดแก้ว) ในการผลิตแร่แทนทาลั่ม หลังการผลิตจะปล่อยน้ำเสียจากโรงงานทิ้งลงสู่ใต้ดิน การเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ทำให้ประชาชนมีความหวาดกลัวในเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และพิษภัยของกรดซัลฟูริคที่ผ่านขบวนการผลิตแร่ดังกล่าวที่ปล่อยลงสู่ใต้ดิน ซึ่งในระยะเวลานั้นประชาชนโดยทั่วไปอาศัยน้ำจากใต้ดินใช้ในการบริโภค อุปโภค ต่างเกรงว่าจะกระทบถึงสุขภาพ อนามัย ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวภูเก็ตในอนาคต ความหวาดกลัวได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งจังหวัดภูเก็ต ประชาชนนับหมื่นคนรวมตัวกันคัดค้านการเปิดโรงงานดังกล่าว

       นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม  เดินทางมายัง จังหวัดภูเก็ต เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แต่เกิดเหตุการณ์ประท้วงและเดินขบวน ณ บริเวณสนามบิน และ บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ทำให้นายสนอง รอดโพธิ์ทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เกรงว่ารัฐมนตรีไม่ได้รับความปลอดภัย จึงเปลี่ยนกำหนดการที่จะไปรับฟังความคิดเห็นที่บริเวณชุมนุม ณ ศาลากลางจังหวัด ให้เชิญผู้นำชุมนุมทั้ง 8 คนไปพบที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน เพื่อรับฟังความคิดเห็นและเจรจาหาข้อยุติในการชุมนุมคัดค้านกับรัฐมนตรี ครั้นต่อมารัฐมนตรีเกรงว่า หากผู้ชุมนุมทราบว่ามีการพบปะหารือ ณ โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน ผู้ชุมนุมจะย้ายการชุมนุมมาที่โรงแรม เนื่องจากสถานที่ที่ชุมนุมอยู่ห่างจากโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลินเพียง 2-3 กิโลเมตรเท่านั้น จึงมีดำริให้ย้ายสถานที่พบปะกับผู้นำการชุมนุมทั้ง 8 ไปยังจังหวัดพังงาแทน ดังนั้นเมื่อผู้นำกลุ่มชุมนุมเดินทางมาถึง รับแจ้งว่าให้ติดตามไปยังจังหวัดพังงาด้วย อย่างไรก็ตามการย้ายสถานที่ประชุม ตามที่รัฐมนตรีหวั่นเกรงจะเกิดสถานะการณ์วุ่นวายขึ้นนั้นหาได้คลี่คลายไปได้ ด้วยมีการประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงให้ผู้ชุมนุมได้รับทราบว่ามีการพบปะหารือกันระหว่างผู้นำกลุ่มชุมนุมกับ รัฐมนตรี จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่โรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน ผู้ชุมนุมจึงย้ายการชุมนุมโดยเดินขบวนไปยังโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน จากที่ได้รับฟังมาว่าเป็นสถานที่ที่มีการประชุมของรัฐมนตรีกับผู้นำการชุมนุมทั้ง 8 แต่เมื่อไปถึงกลับไม่พบผู้ใด ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมเกิดความไม่พอใจ เกิดการขยายผลไปสู่การเผาโรงงานแทนทาลั่ม และโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน

      ในขณะที่จังหวัดภูเก็ต ยังคงมีความขัดแย้งในการพัฒนาทางการท่องเที่ยว กับ การทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ เหตุการณ์เผาโรงงานแทนทาลั่มจึงเสมือนเป็นการประกาศเจตนารมณ์ของชาวภูเก็ตต่อเรื่องสิ่งแวดล้อม กับ ธุรกิจเหมืองแร่ดีบุก ประจวบกับ ณ เวลานั้นอนาคตของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไม่มีความสดใสเท่าใดนัก ด้วย ราคาแร่ดีบุกมีราคาที่ตกต่ำลงอย่างมากไม่คุ้มค่าต่อการประกอบการ จากเหตุการณ์เผาโรงงานแทนทาลั่ม จึงขยายผลบ่งชี้ให้มีทิศทางการพัฒนาของจังหวัดภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างชัดเจนขึ้น ภายหลังเหตุการณ์สงบรัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริม และสนับสนุนงบประมาณทุกด้านให้กับจังหวัดภูเก็ตให้เป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้สิ้นสุดลง 2-3 ปี ภายหลังจากที่จังหวัดภูเก็ตเริ่มเดินทางเข้าสู่เส้นทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

พ.ศ. 2530 เฉลิมฉลองปีท่องเที่ยวไทย Visit Thailand Year กับ เหตุการณ์เครื่องบินของบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด ตกที่อ่าวปอ

      การแก้ไขเศรษฐกิจโดยใช้ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว เริ่มประสบผลให้เห็นเป็นรูปธรรม ความตื่นตัวของภาคเอกชนในทุกจังหวัด และ ส่วนราชการทุกจังหวัด ด้วยการค้นหาศักยภาพทางการท่องเที่ยวของจังหวัดของตนเอง  ประจวบกับในปี 2530 ซึ่งเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนม์มายุครบรอบ 60 พรรษา รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณทางการตลาด เพิ่มขึ้น 3เท่าตัว จาก 100 ล้านบาทเป็น 300ล้านบาท และทำการเฉลิมฉลองเนื่องในวโรกาสดังกล่าวด้วยโครงการ ปีท่องเที่ยวไทย (Visit Thailand Year) ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนชาวไทย ได้มีโอกาสพบเห็นว่าทั่วประเทศไทยในแต่ละภาค แต่ละจังหวัด มีประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต สินค้าหัตถกรรม การประกอบอาชีพ ที่แตกต่าง มากมายหลากหลาย แบบไม่เคยประสบพบเห็นมาก่อน เป็นที่ตื่นตาตื่นใจต่อผู้พบเห็น นับเป็นการค้นพบทรัพยากรทางการท่องเที่ยวของไทยที่มีคุณค่าเป็นอย่างมาก การค้นพบและนำเสนอทรัพยากรที่มีคุณค่าเหล่านี้ ดำเนินการโดยกระทรวงมหาดไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ขยายผลให้การตลาดของการท่องเที่ยวไทยขยายตัวไปสู่ระดับภูมิภาค สามารถพัฒนาให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ แข่งขันกับสิงคโปร์ และ ฮ่องกง ซึ่งได้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวและเติบโตและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเอเซียมาก่อน

      ในเดือนสิงหาคม 2530 เครื่องบินของบริษัทเดินอากาศไทย จำกัด (บ.ด.ท.) เดินทางจาก หาดใหญ่มุ่งหน้าไปยังจังหวัดภูเก็ต จากความสับสนในการให้ข้อมูลของเจ้าหน้าที่วิทยุการบิน ระหว่างนักบินของสายการบินดรากอนแอร์ และ นักบินของบริษัทเดินอากาศไทย จำกัด ที่ลงจอดในเวลาใกล้เคียงกัน ไม่ชัดเจนว่าจะให้เครื่องบินลำใดนำเครื่องบินลงก่อน ทำให้เครื่องบินของบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด ตกลงในท้องทะเลบริเวณอ่าวปอขณะกำลังร่อนลงสนามบินภูเก็ต มีผู้เสียชีวิตทั้งลำ รวมจำนวนทั้งสิ้น 83 คน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การบินของประเทศที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจึงมีนโยบายปรับปรุง และ เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องมือเครื่องใช้ของสนามบินภูเก็ตให้มีความทันสมัย โดยมีการติดตั้งเครื่องมือนำร่อง (ILS – Instrumental Landing System) ที่ทันสมัยในเวลาต่อมา

พ.ศ. 2531-2533 นโยบายเปิดน่านฟ้าให้สายการบินต่างชาติบินตรงเข้าภูเก็ต กับ การขยายท่าอากาศยานจ.ภูเก็ต
 

      ด้วยนโยบายเปิดน่านฟ้า (Open Sky Policy) มีสายการบินจากประเทศใกล้เคียง ทำการบินเข้าจังหวัดภูเก็ต โดย

  • สายการบิน Dragon Air เริ่มบินตรงฮ่องกง - ภูเก็ต เมื่อ พ.ศ. 2530

  • สายการบิน Malaysia Airlines เริ่มบินตรง กัวลาลัมเปอร์ - ภูเก็ต เมื่อ พ.ศ. 2531

  • สายการบิน Silk Air เริ่มบินตรง สิงคโปร์ - ภูเก็ต เมื่อ พ.. 2532

      และติดตามด้วยสายการบินอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก เช่น China Airlines บินตรงจากไต้หวัน, Asiana บินตรงจากเกาหลี, และ สายการบิน Charter flights บินตรงจากยุโรปอีกจำนวนมาก เช่น LTUจากประเทศเยอรมันนี, Martin Air จากประเทศเนเทอร์แลนด์, Condor จากประเทศเยอรมันนี, ฯลฯ เป็นต้น            

     ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2532 รัฐบาลได้โอนท่าอากาศยานภูเก็ตซึ่งเดิมอยู่ในความดูแลของกรมการบินพาณิชย์ให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยบริหารจัดการ และทำการขยายท่าอากาศยานให้สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ขึ้น-ลงได้ พร้อมปรับปรุงขยายอาคารผู้โดยสาร สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 2.5 ล้านคนต่อปี และ 5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2539

พ.ศ. 2531-2535    ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากร

     จากการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยภาครัฐ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทการบินไทยจำกัด สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต โดยผู้ประกอบการโรงแรม และบริษัทนำเที่ยว (ในระหว่างปีพ.ศ. 2526 - พ.ศ. 2529) ทำให้จังหวัดภูเก็ตกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และ ขยายตัวเป็นอย่างมาก จากจำนวนห้องพัก ในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งแต่เดิมมีอยู่เพียง 3,000 ห้อง แต่ในระหว่างปี พ.. 2526 -2532ได้มีการลงทุนก่อสร้างโรงแรมมีโรงแรมเกิดขึ้นอย่างมากมาย จนถึงปี พ.ศ. 2534 มีจำนวนห้องพักรวมทั้งสิ้นประมาณ 15,000 ห้องโดยเฉลี่ยจำนวนห้องพักเพิ่มขึ้นปีละ 2,000 ห้อง หรือ 10,000 ห้องในเวลาเพียง 5-6 ปี จึงเกิดปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ปัญหาการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ไม่มีถนนเข้าสู่ชายหาดต่างๆ(Accessibility) ดังนั้น โดยองค์กรเอกชนสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว หอการค้าจังหวัดภูเก็ต และ ผู้ประกอบการภาคเอกชน ได้ร่วมคิด ร่วมกันเสนอ และผลักดันให้มีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แก่การสร้าง ถนน น้ำ ไฟฟ้า เข้าสู่ชายหาด รวมถึง การเตรียมการป้องกันสภาพแวดล้อมเสียหาย ดังนั้น ระบบบำบัดน้ำเสียที่หาดป่าตองจึงได้มีขึ้นในปี พ.ศ. 2532                          
                     
     จากการสร้างโรงแรมตามชายหาดต่างๆ แม้ว่ามีการแก้ไขปัญหาในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการพัฒนาการเข้าถึงชายหาดและแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งอาศัยงบประมาณจากภาครัฐ แต่ยังมีปัญหาที่ติดตามมาแม้จะไม่ต้องอาศัยงบประมาณที่สูงมากนักแต่ต้องใช้เวลา ความรู้ความเข้าใจ และความอุตสาหะเป็นอย่างมากในการพัฒนาแก้ไข นั่นคือ ปัญหาบุคลากรที่ขาดแคลนอย่างรุนแรง สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต หอการค้าจังหวัดภูเก็ต ผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต จึงได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษา อาทิเช่น วิทยาลัยอาชีวะภูเก็ต วิทยาลัยครูภูเก็ต (ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต) วิทยาลัยชุมชนภูเก็ต (ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะการจัดการโรงแรมและท่องเที่ยว) ในการผลิตนักศึกษาให้เพียงพอเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของตลาด โดยพัฒนาหลักสูตรในชั้นเรียนควบคู่ไปกับการส่งนักศึกษาไปฝึกงานในสถานประกอบการ เป็นการเริ่มต้นไปสู่การศึกษาในระบบทวิภาคี (Dual Vocational Training)

     นอกจากการพัฒนาบุคลากรในสถาบันการศึกษา ได้มีการพัฒนาบุคลากรที่อยู่นอกสถาบันการศึกษา ได้แก่พนักงานที่ทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับการพัฒนาความรู้ความสามารถให้มากขึ้น โดย สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ส่งเสริมและสนับสนุนให้ชมรมอาหารและครื่องดื่ม ชมรมพ่อครัว จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นการพัฒนาฝีมือ และ อาชีพ ได้แก่ การจัดงานเทศกาลอาหารทะเล  การแข่งขันการผสมเครื่องดื่ม การแข่งขันการจัดดอกไม้ การแข่งขันการจัดโต๊ะอาหาร การแข่งขันการจัดปูที่นอน เป็นต้น

พ.ศ. 2530 - 2538 บทบาทขององค์กรภาคเอกชนในการส่งเสริมการท่องเที่ยว

     ในระหว่างปี 2530 ต่อเนื่อง ถึงปี 2538องค์กรภาคเอกชนได้มีบทบาทในการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก องค์กรดังกล่าวได้แก่ หอการค้าจังหวัด สมาคมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ชมรมอาหารและเครื่องดื่ม ชมรมพ่อครัว จัดกิจกรรมเพื่อการประชาสัมพันธ์ อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเช่น เทศกาลอาหารทะเล  การประกวดมิสภูเก็ต กิจกรรมส่งเสริมให้ภูเก็ตเป็นสถานที่เก็บตัวผู้เข้าร่วมประกวดนางสาวไทย มิสไทยแลนด์เวิลด์ บุฟเฟต์ชายหาดยาวที่สุดในโลก การจัดทำกิจกรรมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ แสดงถึงศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว และ ความมุ่งมั่นในการพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยว ชั้นนำของโลก

     ด้านกีฬา สมาคมเรือใบแห่งประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัท Johnnie Walker บริษัทการบินไทย จำกัด บริษัท ลากูน่าดีเวลลอปเม้นท์ จำกัดร่วมกันจัดการแข่งขันกีฬาต่างๆ อาทิเช่น การแข่งขันเรือใบ King Cup Regatta ณ โรงแรมภูเก็ตยอช์ทคลับ การแข่งขันกอล์ฟ Johny Walker Classic ณ สนามกอล์ฟ Blue Canyon Country Club การแข่งขันไตรกีฬา ณ Laguna Phuket เป็นต้น

     การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ที่นับว่ามีผลในระดับนานาชาติเป็นอย่างมาก เมื่อมีการนำผู้สร้างภาพยนตร์จากต่างประเทศ เข้ามาเลือกใช้ภูเก็ตเป็นสถานที่ในการถ่ายทำภาพยนตร์ออกฉายในโรงภาพยนตร์ในระดับนานาประเทศ อาทิเช่น ภาพยนตร์เรื่อง Killing Field, Good Morning Vietnam, Casualties of War เป็นต้น

     นับตั้งแต่ปี 2536 มูลนิธิท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร ร่วมกับกลุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์ภูเก็ต ทำการรื้อฟื้นสถานที่ประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้ชาวภูเก็ต และบุคคลทั่วไปให้ตระหนักถึงประวัติความเป็นมาของจังหวัดภูเก็ต และพัฒนาขึ้นเป็นอนุสรณ์สถานเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมต่ออนุชนรุ่นต่อไป ในขณะเดียวกันเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เป็นการรองรับนักท่องเที่ยวอีกกลุ่มหนึ่งที่สนใจในเรื่องประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม  จึงได้มีการหยิบยกสถานที่ประวัติศาสตร์ ขึ้นมาพิจารณาบูรณะ รื้อฟื้นหลายโครงการ อาทิเช่น วัดม่วง(บูรณะปรับปรุงแล้วใช้ชื่อว่า สวนพระพุทธศาสนาวัดม่วงโกมารภัจจ์) โคกชนะพม่า(ปรับปรุงพื้นที่ ในชื่อโครงการ อนุสรณ์สถานถลางชนะศึก) และ ยังมีอีกกว่า 10 โครงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องรับไปดำเนินการให้มีความสมบูรณ์

พ.ศ. 2530 – 2539 โครงการช่วยเหลือภูเก็ตจากองค์กรระหว่างประเทศ

      ระหว่างปี 2530 - 2534 ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยองค์กร United States Agency for International Development (USAID) ได้เสนอให้ความช่วยเหลือประเทศไทยผ่านสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และได้เลือกจังหวัดภูเก็ตเป็นตัวอย่างในการศึกษาในเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีการเจริญเติบโตทางการท่องเที่ยวอย่างรวดเร็ว ได้มีการก่อสร้างโรงแรมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก และกำลังเริ่มส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อทรัพยากรชายฝั่งทะเล เนื่องจากตะกอนดินจากการก่อสร้างตามแนวชายฝั่งทะเลได้ไหลลงสู่ทะเล ทำลายแนวปะการัง หากปล่อยให้มีการก่อสร้างโดยไม่มีมาตรการที่ป้องกันที่ดี จะส่งผลให้ปะการังตายหมด ความใสสะอาดของทะเลรอบเกาะภูเก็ตจะสูญหายไป ศักยภาพทางการท่องเที่ยวที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มายังภูมิภาคนี้ก็จะหมดไป

     โครงการช่วยเหลือจาก USAID นี้ภายใต้ชื่อโครงการว่า Coastal Resource Management Project (CRMP) ผลจากการศึกษาพบว่า การจัดการในเรื่องสิ่งแวดล้อม มีอยู่ 4 เรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดขึ้น ได้แก่

1. การสร้างจิตสำนึกของประชาชน ของผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย ช่วยกันอนุรักษ์รักษาสิ่งแวดล้อม

2. การมีกฎหมายเพื่อปกปักษ์รักษาทรัพยากร และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม

3. การจัดสรรงบประมาณ เพื่อจัดการรักษาคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ และ

4. การบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้การคุ้มครองรักษาสิ่งแวดล้อม สัมฤทธิ์ผล
 

     ระหว่างปี 2535 - 2538 GTZ (Deutsche Gesellschaft für Technische Zusammenarbeit) จากประเทศเยอรมันนี ให้ความช่วยเหลือในการศึกษาเรื่อง การพัฒนาเมือง (Urban Development) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองในเขตเทศบาลเมืองภูเก็ต
 

     ระหว่างปี 2536 - 2539 ICSC (International Center for Sustainable City)  จากประเทศคานาดา ให้ความช่วยเหลือในการศึกษา เรื่อง การบริหารจัดการขยะและน้ำเสีย (Solid Waste and Waste Water Management) และได้จัดตั้ง กลุ่มไข่มุกขาว (White Pearl Group) ขึ้น เพื่อรณรงค์ให้ประชาชน องค์กรรัฐ และเอกชน รู้จักการจัดการขยะในเรื่อง 3 R ได้แก่ Reduce, Reuse, Recycle ส่งเสริมให้มีธุรกิจรับซื้อขยะและของเก่า เกิดกระบวนการระบายของเสียที่เกิดจากธุรกิจโรงแรมเข้าสู่กระบวนการ 3R ธุรกิจรับซื้อขยะและของเก่าขยายตัวมากขึ้นเพื่อรองรับการจัดการขยะ  

     ภายหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปีพ.ศ. 2540 เรื่องสิ่งแวดล้อม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนขาดความเอาใจใส่ หรือ ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก

พ.ศ. 2531 - ปัจจุบัน การอนุญาตเที่ยวบินจากประเทศต่างๆในลักษณะเช่าเหมาลำ (Chartered Flights)

        ภายหลังจากการปรับปรุงท่าอากาศยานภูเก็ต และ รัฐบาลโดยกรมการบินพาณิชย์ มีนโยบายเปิดน่านฟ้า (Open Sky Policy) มีสายการบินต่างชาติในรูปแบบเช่าเหมาลำ (Chartered Flights) เกิดขึ้นมากมายอย่างต่อเนื่อง บินตรงเข้าจังหวัดภูเก็ต อาทิเช่น

  • พ.ศ. 2531 สายการบิน LTU จาก ดุสเซลดอล์ฟบินตรงเข้าภูเก็ต

  • พ.ศ. 2532 สายการบิน Condor จากแฟรงเฟริต บินตรงเข้าภุเก็ต

  • พ.ศ. 2534 สายการบิน Martin Air จากเนเทอร์แลนด์ บินตรงเข้าภูเก็ต

  • สายการบินอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากเพิ่มขึ้นในแต่ละปี    

พ.ศ. 2533    เศรษฐกิจเฟื่องฟูด้วยนโยบายเสรีทางการเงิน BIBF (Bangkok International Banking Facilities)

     นับตั้งแต่เศรษฐกิจของประเทศตกต่ำในระหว่างปี พ.ศ. 2524 – 2526 รัฐบาลโดย พลเอกเปรม ติณณสูลานนท์ ได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยอาศัยรายได้จากการท่องเที่ยว และ ส่งเสริมการส่งออก จนกระทั่ง ในปี พ.ศ. 2531รัฐบาลโดย พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้รับการเลือกตั้ง เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเศรษฐกิจของประเทศมีความเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีฐานะทางเศรษฐกิจมั่นคงมากขึ้นในระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา ได้มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามการค้า และมีความมั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงเพียงพอที่จะสามารถแข่งขันกันนานาประเทศได้ มีเป้าหมายพัฒนาให้ประเทศไทย เข้าอยู่ในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs – Newly Industrialized Countries) โดยคาดหวังที่จะเป็นเสือตัวที่ 5 แห่งเอเซีย (ในขณะนั้นมีเสือทางเศรษฐกิจแล้ว 4 ตัวได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง)

     ประจวบกับเศรษฐกิจของโลกดีขึ้นภายหลังจากวิกฤตการณ์น้ำมันผ่านพ้นไป การค้าระหว่างประเทศมีความเจริญเติบโตมากขึ้น ทำให้การเจรจาของแกตต์  (GATT – General Agreement on Tariffs & Trade) ซึ่งองค์การการค้าโลก (WTO – World Trade Organization) ได้จัดตั้งขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เพื่อทำการเจรจาระหว่างประเทศในเรื่องการลดอัตราภาษีระหว่างกันในการส่งเสริมการค้าเสรีระหว่างกัน ได้มีความพยายามที่จะบรรลุข้อตกลงมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ไม่ประสบผล เพราะยังมีความแตกต่างกันระหว่างประเทศพัฒนา และ กำลังพัฒนาเป็นอย่างมาก แต่เมื่อการค้า อุตสาหกรรม ของแต่ละประเทศได้พัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ด้อยพัฒนา และ กำลังพัฒนา มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ดังนั้นการเจรจาของแกตต์ในรอบอุรุกวัยจึงบรรลุถึงข้อตกลง เพราะมีจำนวนประเทศเข้าร่วมลงนามในข้อตกลงถึง 123 ประเทศ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่จะสนับสนุนส่งเสริมในความเป็นเสรีในรูปแบบต่างๆ เช่น การค้าเสรี (Free Trade กำหนดให้บรรลุเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2010 หรือ พ.ศ. 2553) การลงทุนเสรี (Free Investment กำหนดให้บรรลุเป้าหมายภายในปี ค.ศ. 2020 หรือ พ.ศ. 2563)

     การที่รัฐบาลได้เข้าร่วมลงนามในข้อตกลงนโยบายเสรีทางการค้าของ แกตต์ (GATT) รัฐบาลโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศใช้นโยบายการเงินเสรี (Free Finance) เป็นอันดับแรก โดยให้มีความเป็นเสรีในการนำเงินเข้า และ ส่งเงินออกจากประเทศ ซึ่งแต่เดิมการนำเงินเข้าประเทศ หรือ ส่งออกจากประเทศนั้นจะต้องส่งเรื่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยพิจารณาอนุญาตก่อน ดังนั้นเมื่อการนำเงินเข้าและส่งเงินออกเป็นไปอย่างเสรี สามารถส่งเสริมการค้าให้มีความคล่องตัวมากขึ้น เป็นโยบายที่จะให้กรุงเทพฯเป็นศูนย์กลางตลาดการเงินของโลก BIBF (Bangkok International Banking Facilities) เฉกเช่น ฮ่องกง และ สิงคโปร์ ซึ่งประสบความสำเร็จในการเป็นศูนย์การเงินแห่งภูมิภาคเอเชีย

     นโยบายนี้ต่อมาได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทยอย่างใหญ่หลวงในเวลาต่อมา และ ส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาในทางเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และ ปัญหาทางการเมือง ของประเทศในปัจจุบัน

พ.ศ. 2534 พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม และ พ.ร.บ. ธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์ คลอดในยุค รสช.

     ด้วยรัฐบาลของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งสื่อมวลชนให้ฉายาว่า “บุฟเฟต์คาบิเนต” ใช้เปรียบเปรยกับการการกระทำของบรรดารัฐมนตรีทั้งหลายในรัฐบาลชุดนี้ ที่สามารถร่วมกันทำการทุจริตได้โดยสะดวก เหมือนกับการรับประทานอาหารบุฟเฟ่ต์ ที่จะตักอาหารขึ้นมารับประทานได้สะดวกในปริมาณเท่าใดก็ได้ เพราะปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับการทุจริตเกิดขึ้นมากมายในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ที่รัฐมนตรีหลายท่านเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการทุจริตและประพฤติมิชอบ สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก ดังนั้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์  คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดย พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก, พลเอกอิสระพงษ์ หนุนภักดี และพลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล โดยให้เหตุผลในการปฏิวัติยึดอำนาจ ด้วยมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักในรัฐบาล และรัฐบาลพยายามทำลายสถาบันทหาร โดยหลังจากยึดอำนาจ คณะ รสช. ได้เลือก นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่

     ผลจากการศึกษาตามโครงการ CRMP เป็นระยะเวลา 4 ปี ตามที่ได้รับการสนับสนุนจากยูเสด (USAID) ได้มีผลสรุปและนำเสนอให้ตราขึ้นเป็นกฎหมาย ชื่อ “พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พุทธศักราช 2535” และได้มีข้อเสนอว่าสมควรอาศัยโอกาส นำพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในยุคสมัย รสช. ซึ่งมี นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะย่อมมีความสะดวกในการผ่านกฎหมายมากกว่าสภาผู้แทนราษฎรที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้ง  เนื่องจากกฎหมายที่จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีน้อยมาก หรือ แทบจะไม่มีเอาเสียเลย ด้วยจังหวัดภูเก็ตกำลังมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และเติบโตอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเทศมีเศรษฐกิจที่ดีด้วยนโยบายการเงินเสรี จากโครงการ BIBF ทำให้การเงินโดยทั่วไปมีสภาพคล่องสูงมาก มีการซื้อขายที่ดิน และมีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกิดขึ้นโดยทั่วไปอย่างมากมาย และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงได้นำไปใช้บังคับที่จังหวัดภูเก็ตทันที

     การท่องเที่ยวได้เติบโตเป็นอย่างมาก ด้วยอัตราเร่งที่รัฐบาลได้พยายามส่งเสริม ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมที่รองรับนักท่องเที่ยวเติบโตเพิ่มจำนวนห้องพักเป็นอย่างมากในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต ในขณะเดียวกันกับที่จำนวนโรงแรมเพิ่มมากขึ้น แต่ยังมีธุรกิจอื่นเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากด้วย แต่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร นั่นคือ ธุรกิจนำเที่ยว และ อาชีพมัคคุเทศก์ เนื่องจากไม่สามารถเห็นภาพได้ชัดเจน ในเรื่องการลงทุนหรือการจ้างแรงงาน แต่เป็นกลุ่มธุรกิจและบุคลากรที่มีความใกล้ชิดนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ด้วยการที่ไม่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาเท่าที่ควร บุคลากรจึงขาดความรู้ความเข้าใจ การดำเนินธุรกิจจึงไม่มีมาตรฐานดีพอในการประกอบการ ส่งผลให้เกิดภาพพจน์ในทางลบในหลายๆด้านอาทิเช่น ความไม่เป็นมาตรฐาน การให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การหาผลประโยชน์ที่ขาดจริยธรรมเข้าลักษณะเป็นการหลอกลวง  ด้วยผลที่เกิดขึ้นจึงมีการออกกฎหมายเพื่อการกำหนดมาตรฐานและจัดระเบียบ ดังนั้นรัฐบาลในยุคสมัย รสช. โดยนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตรา “พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535” ขึ้น ด้วยเหตุผลที่ว่า การประกอบธุรกิจนำเที่ยวและอาชีพมัคคุเทศก์ได้มีการขยายตัวเป็นอันมาก จึงกำหนดให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทำหน้าที่ส่งเสริมและควบคุมการประกอบธุรกิจนำเที่ยวและ อาชีพมัคคุเทศก์ ให้เป็นระเบียบ และได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด   อย่างไรก็ตามแม้จะมีพ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ฯเกิดขึ้นแล้วก็ตาม แต่เป็นกฎหมายที่ขาดการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องจากกฎหมายให้ความสำคัญในเรื่องการจดทะเบียนและการวางหลักประกันเป็นสำคัญ โดยใช้บังคับให้ธุรกิจนำเที่ยวไปจดทะเบียนไว้กับนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ และกำหนดให้ธุรกิจนำเที่ยวมีหลักประกันวางไว้กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยว และเป็นหลักประกันในการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมไปถึง การวางมาตรฐาน วิธีการปฏิบัติงาน การกำหนดคุณสมบัติที่เหมาะสม การฝึกอบรม ส่วนมัคคุเทศก์ดำเนินการฝึกอบรมเพียงระยะสั้นๆ เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตในการประกอบอาชีพเท่านั้น ซึ่งแตกต่างกับต่างประเทศแม้แต่ในประเทศใกล้เคียง หรือ ประเทศที่ไม่ได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวมากเทียบเท่าประเทศไทย ซึ่งมีการฝึกอบรมวิชาชีพก่อนได้รับใบอนุญาติเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน บางประเทศมีระยะเวลาถึง 3 ปี ดังนั้นปัญหาการควบคุมมาตรฐาน และจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยว จึงยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามเจตนารมณ์

 

พ.ศ. 2535    เศร้าสลดไปกับการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยกับเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ในขณะที่จังหวัดภูเก็ตถูกประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ

          ในเดือนพฤษภาคม ระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า “พฤษภาทมิฬ” เนื่องจากได้มีการเสนอชื่อ พลเอก สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี เกิดความไม่พอใจของประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากก่อนหน้านี้ พลเอกสุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและสมาชิกในคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) จะไม่รับตำแหน่งทางการเมือง ใด ๆ แต่กลับรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลในการรับตำแหน่งครั้งนี้ด้วยประโยคที่ว่า  "เสียสัตย์เพื่อชาติ” ด้วยประโยคดังกล่าวจึงนำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านต่าง ๆ ของประชาชน โดยพลตรีจำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคความหวังใหม่ และ พรรคเอกภาพ โดยมีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง จนกระทั่งเหตุการณ์ได้บานปลาย รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร ทหารเข้าสลายการชุมนุม มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ด้วยมาตรการที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง นักธุรกิจ หรือ บุคคลวัยทำงาน และ พกพาโทรศัพท์มือถือกันเป็นส่วนมาก เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีใหม่ที่เพิ่งนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย และได้มีการใช้ในการติดต่อสื่อสารในการชุมนุม จึงเรียกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านี้ว่า “ม็อบมือถือ”

     จากเหตุโศกนาฏกรรมในการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ในวันที่ 20 พฤษภาคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชกระแสรับสั่งให้พลเอก สุจินดา คราประยูรและ พลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้า และได้มีกระแสพระราชดำรัส พระราชทานแก่พลเอกสุจินดา คราประยูร และ พลตรีจำลอง ศรีเมือง ต่อมาในวันที่ 24 พฤษภาคม พลเอกสุจินดาได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปพลางก่อน เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวที่กรุงเทพเป็นอย่างมาก แต่เพียงระยะ 2 เดือนก็กลับคืนสู่ปกติเพราะเหตุการณ์สงบลงอย่างรวดเร็ว ส่วนที่จังหวัดภูเก็ตนับว่าไม่กระทบกระเทือนเท่าใดนัก เพราะเป็นช่วง low season ของจังหวัดภูเก็ต

     จากนโยบายการเงินเสรีด้วย BIBF ธนาคารต่างๆเล็งเห็นผลประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยภายนอกประเทศมีอัตราที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในประเทศมาก ดังนั้นในระหว่างปี พ.ศ. 2534 – 2539 บรรดาธนาคารจึงได้นำเงินเข้าประเทศเป็นจำนวนมหาศาลในรูปแบบของเงินกู้ เพื่อนำมาปล่อยกู้ให้กับธุรกิจและประชาชนในประเทศ โดยหากำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ย ปริมาณเงินกู้ที่นำเข้าอย่างมากจึงเกิดสภาพเงินล้นตลาด ธนาคารและบริษัทการเงินต่างแข่งขันในการปล่อยเงินกู้ มีการกู้เงินอย่างมากมายที่ไม่มีการตรวจสอบหลักประกัน ไม่มีความเข้มงวดในการตรวจสอบความสามารถในการชำระคืน การศึกษาความเป็นไปได้ทำขึ้นโดยปราศจากข้อเท็จจริง รวมไปถึงการหาผลประโยชน์อันไม่ชอบธรรมในการปล่อยเงินกู้ระหว่างผู้ให้กู้กับผู้กู้ มีการกู้ยืมเพื่อซื้อขายที่ดินและก่อสร้างอาคารมากมาย สำหรับจังหวัดภูเก็ตด้วยการกู้เงินที่ง่าย การเงินมีสภาพคล่องสูง อาคารบ้านจัดสรร การก่อสร้างโรงแรมที่พัก เกิดขึ้นอย่างทั่วไป เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก การขุดตักดิน ตัดต้นไม้ตามไหล่เขา เกิดตะกอนดินชะไหลลงทะเล ทำให้ปะการังตายส่งผลให้น้ำทะเลขุ่นมัวไม่ใสสะอาดดังที่เคยมีมาในอดีต 

     ในวันที่ 7 สิงหาคม นายอนันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม ประกาศให้จังหวัดภูเก็ตเป็นเขตควบคุมมลพิษ และออกประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม ควบคุมการก่อสร้างทั้งเกาะ โดยการก่อสร้างอาคารต้องมีความสูงไม่เกิน 12 เมตร ตลอดแนวชายฝั่งทะเลและพื้นที่ทั้งหมดของเกาะภูเก็ต การออกประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อควบคุมการก่อสร้างไม่ให้มีความสูงเกิน 12 เมตรทั่วทั้งเกาะภูเก็ต ได้สร้างความไม่พอใจต่อผู้ประกอบการในธุรกิจการซื้อขายที่ดิน ธุรกิจก่อสร้าง หรือ ผู้ถือครองที่ดินเพราะเกรงว่าที่ดินของตนจะไม่สามารถขายได้ราคา เนื่องจำกัดความสูงไปในทุกพื้นที่ของเกาะภูเก็ต หอการค้าจังหวัดภูเก็ตและภาคเอกชนได้ทำการคัดค้านประกาศฉบับดังกล่าว โดยโต้แย้งว่าประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯที่กำหนดความสูง 12 เมตรทั่วทุกพื้นที่ สมควรพิจารณากำหนดความสูงของสิ่งปลูกสร้างในแต่ละพื้นที่ ด้วยมีการใช้ที่ดินที่มีวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน จึงควรมีหลักเกณฑ์ที่แตกต่างจากกัน เช่น บริเวณใกล้ชายหาดสมควรกำหนดความสูง เพื่อเป็นการรักษาสภาพแวดล้อม ส่วนในเขตพื้นที่เมืองหรือบริเวณชั้นในที่ไม่กระทบกับทัศนียภาพและสิ่งแวดล้อม ความสูงของอาคารควรพิจารณากำหนดความสูงในแต่ละพื้นที่ๆไป ในที่สุดได้มีการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ  ในระยะเวลาต่อมาจึงมีการปรับแก้ไขประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯโดยมีการพิจารณาผ่อนปรนในบางพื้นที่ เพื่อคงไว้ซึ่งการเคารพกฎหมายและเกิดผลในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตามในระหว่างการคัดค้าน และ การผ่อนปรนข้อจำกัด ธุรกิจการซื้อขายที่ดิน และการลงทุนก่อสร้างโรงแรม อาคาร และ บ้านจัดสรร โดยหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายยังคงดำเนินอยู่เป็นปรกติ พบเห็นได้จากคดีความ และคำสั่งรื้อถอนการก่อสร้างในหลายๆโครงการ ความขัดแย้งในการใช้ที่ดิน และ ปัญหาการครอบครองที่ดินขยายตัวไปอย่างกว้างขวาง มีคดีความเข้าสู่ศาลเป็นจำนวนมาก

พ.ศ. 2536 – 2539 เศรษฐกิจเฟื่องฟู สดใส ธุรกิจท่าเรือมารีน่าเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม

      ด้วยนโยบายการเงินเสรี ธนาคารพาณิชย์ได้กู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อนำเงินเข้ามาปล่อยกู้ในประเทศยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมากขึ้นตามลำดับตามความต้องการ เนื่องจากมีส่วนต่างของดอกเบี้ยที่สูงสามารถทำกำไรได้ดี การปล่อยเงินให้กู้ง่าย และไม่ระมัดระวัง หรือให้ความสำคัญในเรื่องการพิจารณาความเสี่ยง เพียงจัดทำโครงการเพื่อขอกู้ แม้เอกสารจะถูกต้องหรือไม่ หรือ มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอหรือไม่ก็ตาม ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการกู้เงินแต่อย่างใด บางรายของการซื้อขายที่ดินผู้ซื้อยังไม่ทราบว่าที่ดินอยู่ตรงบริเวณไหน หรือ ถูกต้องตามเอกสารหรือไม่ก็ตาม ไม่ได้เป็นสาระที่ต้องสนใจ ถึงขั้นที่ว่าสถาบันการเงินบางสถาบันจะพิจารณาให้กู้เงินที่มีจำนวนมากๆเท่านั้น เช่นการกู้เงินต้องไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทเป็นต้น หรือ เป็นโครงการขนาดใหญ่ได้รับการพิจารณาสนับสนุนเป็นพิเศษ การทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเป็นที่นิยมและจัดทำขึ้นอย่างแพร่หลาย เนื่องจากการพิจารณาให้กู้เงินโดยมีการศึกษาความเป็นไปได้ประกอบนั้นนับว่าสะดวกยิ่งนัก ทำให้สภาพเศรษฐกิจเติบโตเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก การซื้อขายที่ดินมีขึ้นทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ ธุรกิจเก็งกำไรแพร่กระจายขยายตัวไปทั่วประเทศ แม้แต่ที่นาว่างเปล่า ที่ดินบนภูเขา การซื้อขายเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว ที่ดินทั่วไปมีการซื้อขายเปลี่ยนมืออย่างมากมาย ถึงขั้นที่มีกล่าวกันว่า “ซื้อที่ดินกันในตอนเช้าและขายต่อได้ในตอนเย็น”

     สำหรับจังหวัดภูเก็ตผลของนโยบายของการเงินเสรี ธุรกิจบ้านจัดสรรขยายตัวเป็นอย่างมาก ธุรกิจเก็งกำไรในการซื้อขายที่ดินเป็นไปทั่วทุกพื้นที่ ไม่เว้นแต่พื้นที่นาข้าวซึ่งเป็นพื้นที่เพียงเล็กน้อยในจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากมีการอพยพย้ายถิ่นของคนต่างพื้นที่เข้ามาทำงาน และ ทำมาหากินในจังหวัดภูเก็ต การปล่อยเงินกู้ให้กับคนท้องถิ่น คนต่างถิ่น เพื่อซื้อบ้านค่อนข้างง่าย ส่วนชาวต่างชาติเห็นโอกาสทางธุรกิจ ได้ย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อาศัยเป็นอย่างมาก มีการทำเอกสารเพื่อการลงทุน การทำงาน ทำเรื่องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)  เพื่อให้อาศัยอยู่ในประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องชาวต่างชาติ ในเรื่อง การจดทะเบียน และ กฎหมายด้านต่างๆ  เป็นที่นิยมและใช้บริการกันอย่างกว้างขวาง ที่ดินยังคงมีการซื้อขาย เปลี่ยนมือกันไปมาแทบทุกพื้นที่ ทุกแปลง ทำให้การเงินสะพัดทั่วไป การพัฒนาพื้นที่ได้แก่การก่อสร้างโรงแรมอาคารที่อยู่อาศัย เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยไม่ได้พิจารณาศึกษาว่าจะมีตลาดรองรับหรือมีลูกค้าเพียงพอหรือไม่ก็ตาม นับว่าเป็นช่วงเวลาที่มีการจับจ่ายใช้เงินอย่างคล่องตัวเป็นประวัติการณ์ของประเทศ เป็นที่พึงพอใจก่อให้เกิดความสุขแก่นักธุรกิจ และประชาชนไปทั่วทั้งประเทศ ต่างมีความสุขในการจับจ่ายใช้สอย เพราะด้วยมีกำลังซื้อกันอย่างทั่วหน้า  ด้วยกำลังซื้อที่เกิดจากการกู้เงินที่สะดวก ก่อให้เกิดอุปสงค์ จึงมีโครงการต่างๆขึ้นรองรับอุปสงค์ดังกล่าว การก่อสร้าง การขุดตักที่ดิน การไม่เคารพกฎหมาย โดยไม่ปฏิบัติตามประกาศกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯจึงมีมากขึ้น โครงการเหล่านี้เริ่มส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ เป็นแบบอย่างให้ปฏิบัติตามมากขึ้น  การหยิบยกเรื่องอนุรักษ์มาเป็นประเด็นจะถูกกล่าวหากันอย่างกว้างขวางว่า การอนุรักษ์เป็นอุปสรรคของการพัฒนา (ซึ่งขัดกับหลักการที่ว่า “การอนุรักษ์สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ “การพัฒนาที่ยั่งยืนจำต้องมีการอนุรักษ์เป็นปัจจัย” )

     การพัฒนาที่ดินบริเวณชายฝั่งได้เกิดขึ้น จากเดิมทีท่าเรืออ่าวฉลองได้รองรับเรือที่เดินทางไปยังเกาะต่างๆรอบๆเกาะภูเก็ต และบรรดาเรือยอช์ทได้อาศัยจอดกัน ด้วยอาศัยเกาะโหลนบดบังลมมรสุม จึงเปรียบเสมือนเป็นท่าเรือมารีน่า เพียงแต่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น การเติมน้ำมัน การนำเรือขึ้นบกเพื่อซ่อมแซม  การทำความสะอาด การดูแลรักษาเรือที่เป็นระบบมาตรฐานสากลฯลฯ ปริมาณเรือเพิ่มจำนวนเข้าจอดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดการพัฒนาท่าเรือเรือยอช์ท (Marina) ได้พัฒนาให้เห็นเป็นรูปธรรมเป็นแห่งแรก ที่ตำบลเกาะแก้ว ชื่อโครงการว่า Boat Lagoon ท่าเรือมารีน่า ทำให้ภูเก็ตมีนักท่องเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้น

พ.ศ. 2538 เข้าสู่ยุคที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ (Globalization)

     ในปีนี้ เป็นปีที่โลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ด้วยวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีครั้งยิ่งใหญ่ของโลก ด้วยบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) โดยนายบิล เกตต์ (Bill Gate) ได้สามารถพัฒนา ซอฟท์แวร์(Software) ระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่าวินโดวส์ 95 (Windows 95) ได้รับการต้อนรับจากประชาคมโลกอย่างรวดเร็วเพราะมีความง่ายและสะดวกต่อผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้กันทั่วไปในสำนักงานไม่ว่าขนาดใดๆก็ตาม ธุรกิจทุกประเภทได้นำคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการ Windows 95 มาใช้งาน ภายหลังที่ Window 95 ได้รับการตอบรับอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก จึงมีการพัฒนาซอฟท์แวร์(Software)ต่างๆ เพื่อมาใช้กับระบบปฏิบัติการของ Windows 95 ทำให้เทคโนลียีสารสนเทศได้เข้ามามีผลต่อวิถีชีวิตของคนในชีวิตประจำวันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

     ในขณะที่คอมพิวเตอร์เริ่มใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยยังมีใช้อยู่ในวงจำกัด เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ยังไม่มีการสอนในสถานศึกษา ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย และมีการบริหารการจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ ด้วยความสะดวกและรวดเร็ว และด้วยระบบปฏิบัติการ Windows พร้อมๆไปกับการพัฒนาซอฟท์แวร์ ได้มีการพัฒนา เทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสาร นั่นคือ อินเตอร์เน็ต (Internet) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการสื่อสาร และพัฒนามาอย่างยาวนาน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 เพียงแต่เริ่มต้นใช้ในการสื่อสารภายในมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา และขยายผลใช้ในหน่วยงานของรัฐ เท่านั้น ได้พัฒนานำมาใช้กับติดต่อสื่อสารในกิจการภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

     ครั้นเมื่อคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงและราคาไม่สูง จนครัวเรือนหรือสำนักงานทั่วไป สามารถมีเครื่องคอมพิวเตอร์ไว้ใช้งานได้ ดังนั้นเมื่ออินเตอร์เน็ตได้พัฒนาเข้าเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ในครัวเรือน และ สำนักงานได้ ทำให้การใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว

     พรัอมๆกับระบบปฏิบัติการ Windows 95 ได้เกิดขึ้นมานั้น รูปแบบของคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Notebook หรือ Laptop ได้ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้นมาใช้ และเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายเพราะสามารถพกพาไปในที่ต่างๆได้ง่าย

     คอมพิวเตอร์ และ อินเตอร์เน็ตเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด มีการพัฒนาซอฟท์แวร์เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย อาทิเช่น E-mail, Website, Internet Explorer, Microsoft office, ฯลฯ นับเป็นนวัตกรรมที่มีผลต่อรูปแบบการทำงานแบบใหม่ในยุคแห่งโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะการท่องเที่ยวจะเติบโตสัมพันธ์กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

     ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศแบบใหม่ได้ก่อให้เกิดการสำรองห้องพักในรูปแบบใหม่ผ่านเครือข่าย อินเตอร์เน็ต เกิดขึ้นเป็นแห่งแรกในจังหวัดภูเก็ต และ ของประเทศชื่อว่า www.phuket.com ซึ่งเป็นธุรกิจที่ดำเนินงานโดยชาวต่างประเทศ ด้วยในระยะแรกในประเทศไทย ยังไม่มีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP - Internet Service Provider) ดังนั้นในระยะแรก www.phuket.com จึงต้องใช้วิธีออนไลน์โดยตรงกับประเทศสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2539 Website ของบริษัททัวร์แห่งแรก กับ การคืบคลานเข้ามาของวิกฤติเศรษฐกิจ

     ครั้นเมื่อประเทศไทยเริ่มมี ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ISP ในประเทศ ในวันที่ 27 มกราคม 2539 ปรากฏ เว็บไซต์ (Website) ของบริษัทนำเที่ยวซึ่งดำเนินงานโดยคนไทยเป็นครั้งแรกในจังหวัดภูเก็ต ชื่อว่า www.phuketjettour.com เพื่อเป็นการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยว ให้คนทั่วๆไปสามารถได้รับข้อมูลได้สะดวก ซึ่งเดิมทีการเผยแพร่ข้อมูลทางการท่องเที่ยว คือสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีข้อจำกัดทั้งในเรื่อง ปริมาณในการผลิต ค่าใช้จ่ายในการผลิต ระยะเวลาในการผลิต รวมถึงการจัดส่งสิ่งพิมพ์ ข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้การเผยแพร่ข้อมูลไม่สามารถทำได้รวดเร็ว และ สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ดังนั้น ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารด้วยอินเตอร์เน็ต และ เว็บไซต์ ได้สลายข้อจำกัดข้างต้นลงไปอย่างสิ้นเชิง เว็บไซต์และเทคโนโลยีการสื่อสารจึงเข้ามามีบทบาทต่อธุรกิจท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก และใช้กันอย่างแพร่หลาย ในระยะเวลาต่อมาเริ่มส่งผลกระทบต่อธุรกิจท่องเที่ยวที่ดำเนินงานที่ปราศจากเทคโนโลยี (Manual) และทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มเปลี่ยนไปสู่ธุรกิจนำเที่ยวที่ดำเนินงานโดยชาวต่างประเทศมากขึ้น (ด้วยข้อจำกัดในเรื่องภาษา และ ความรู้ความสามารถทางเทคโนโลยีสารสนเทศ             ทำให้สามารถมีราคาขายที่ต่ำ เนื่องจากได้ทั้งราคาค่าห้องจากโรงแรมที่ต่ำกว่า และ ยังมีต้นทุนในการประกอบการที่ต่ำกว่าอีกด้วย)

     ในราวกลางปี 2539 ความสุขของคนไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเริ่มเปลี่ยนไป การชำระหนี้เงินกู้ต่างๆของภาครัฐ(รัฐวิสาหกิจ) ภาคเอกชน และประชาชนเริ่มประสบปัญหา โครงการต่างๆประสบปัญหาเงินทุนหมุนเวียนขาดผู้ซื้อ หนี้ที่ไม่สามารถชำระคืนได้ตรงตามเวลาเป็นจำนวนมากขึ้น (NPL – Non Performing Loan) เพราะยุคของการเก็งกำไรได้สิ้นสุดลง ความต้องการจริงและกำลังซื้อจริงของตลาดเริ่มปรากฏให้เห็นชัดขึ้น ส่งผลต่อภาคการผลิตเพราะมีการผลิตขึ้นมามากเกินความต้องการจนล้นตลาดอย่างชัดเจน ธนาคารพาณิชย์เริ่มประสบปัญหาในการชำระเงินคืนให้กับสถาบันการเงินในต่างประเทศ เศรษฐกิจที่เติบโตที่ไม่แท้จริงดุจคำเปรียบเปรยที่ว่า “ฟองสบู่เศรษฐกิจ” (Bubble Economy) เริ่มปรากฏลอยขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจน                 

พ.ศ. 2540   ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ “ต้มยำกุ้ง”

     ในที่สุดฟองสบู่เศรษฐกิจถึงจุดที่ต้องแตกสลาย  เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 รัฐบาล โดย พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เนื่องจากโดนการเก็งกำไรค่าเงินบาทจากตลาดการเงินในต่างประเทศ เพราะเห็นว่าเงินบาทมีค่าแข็งเกินความเป็นจริง รัฐบาลต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท พบว่าค่าเงินบาท นั้นอ่อนตัวลงมากกว่าเท่าตัว มีผลให้สถาบันการเงินมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว (อัตราแลกเปลี่ยนจาก 1 USD@25.00บาท เป็น 1USD@56.00บาท) เมื่อปริมาณหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก และส่วนใหญ่เป็นหนี้ระยะสั้น ในที่สุดรัฐบาลต้องเข้าพึ่ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF (International Monetary Fund) โดยในวันที่ 20 สิงหาคม 2540 รัฐบาลได้กู้เงินจำนวน 2,900 ล้าน SDR(Special Drawing Rights) หรือ เท่ากับ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1SDR = 1.4 US Dollars)ในลักษณะ Standby Arrangementซึ่งกำหนดให้เบิกถอน 2 ปี 10 เดือน แต่มีเงื่อนไขให้รัฐบาลไทยออกกฎหมาย 11 ฉบับ *

(หมายเหตุ การกู้เงินในรูปแบบ Standby Arrangement เป็นการเบิกถอนเงินกู้แต่ละเดือน การกู้เงินจาก IMF ครั้งนี้ มีจำนวน 2,900 ล้าน SDR ใช้เวลาเบิกถอนเป็นระยะเวลา 2 ปี 10 เดือน แต่รัฐบาลโดยนายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี ได้เบิกถอนเพียง 1 ปี 10 เดือน ไม่เบิกถอนทั้งหมด เบิกถอนเพียง 2,500 ล้าน SDR เพราะเห็นว่าดุลการค้า และดุลการชำระเงินของประเทศดีขึ้นมากแล้ว จึงไม่เบิกถอนเพิ่มเพราะสามารถจ่ายคืนเงินกู้ได้แล้ว

และด้วยดุลการชำระเงินดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ต่อมารัฐบาลโดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จึงขอชำระคืนเงินกู้ให้ IMF ก่อนกำหนด 2 ปี

http://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/index/Pages/IMF_index.aspx

* กฎหมาย 11 ฉบับได้แก่

กลุ่ม 1 มี 5 ฉบับ คือ กฎหมายล้มละลาย กฎหมายจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย กฎหมายแก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่งในคดีมโนสาเร่ กฎหมายแก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่งในกรณีขาดนัด และกฎหมายแก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่งในการบังคับคดี

กลุ่มที่ 2 มี 3 ฉบับ คือ กฎหมายที่ดิน กฎหมายการเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดให้เป็นทรัพย์สิทธิ์ และกฎหมายอาคารชุด

กลุ่ม 3 มี 1 ฉบับ คือ กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว

กลุ่ม 4 มี 1 ฉบับ คือ กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ

กลุ่ม 5 มี 1 ฉบับ คือ กฎหมายประกันสังคม

กฎหมายแต่ละกลุ่ม เป็นการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติสามารถลงทุน หรือ ประกอบธุรกิจในประเทศได้สดวกขึ้น นับว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และ สังคมไทย ต่อวิถีชีวิตในเวลาต่อมา)

     ในเดือนตุลาคมรัฐบาลสั่งปิด 56 สถาบันการเงินเป็นการชั่วคราวเพื่อตรวจสอบหนี้สินต่างๆ เศรษฐกิจของประเทศเผชิญหน้ากับวิกฤตอย่างรุนแรงที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ มีการปิดกิจการ การเลิกจ้างงานขยายวงกระทบออกไปอย่างกว้างขวาง

     ในที่สุดพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

     ในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลโดยนายชวน หลีกภัย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยมีนายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในวันที่ 8 ธันวาคม 2540 มีคำสั่งปิด 56 สถาบันการเงิน เป็นการถาวร จาก 58 สถาบันการเงินที่มีปัญหาหนี้เสีย และรัฐบาลได้จัดตั้ง องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสียที่เกิดขึ้น  แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้มากนัก จะด้วยองค์กรดังกล่าวขาดซึ่งประสบการณ์ หรือ อาจเพราะไร้ความสามารถ หรือ ด้วยมีกระบวนการที่ไร้จริยธรรมประพฤติมิชอบในการฉวยโอกาส หรือ ด้วยมีบริษัทต่างชาติที่มีประสบการณ์ที่เชี่ยวชาญเข้ามาฉกฉวยโอกาส นับเป็นเรื่องยากที่จะสรุปเป็นสาเหตุที่ชัดเจนได้  จึงเป็นเหตุให้มีการซื้อขายหนี้เสียได้ในราคาที่ต่ำมากทำให้รัฐไม่สามารถขายหนี้เสียได้ในราคาที่ดี รัฐต้องสูญเสียงบประมาณเป็นอย่างมาก ผลจากการปิดสถาบันการเงินส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อเนื่องไปอีกไปทั่วประเทศ ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ขยายผลกระทบไปยังธุรกิจประเภทอื่นๆอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง ธุรกิจเป็นจำนวนมากต้องปิดตัวลง เกิดภาวะว่างงานไปทั่ว ทุกครัวเรือนประสบปัญหาทางการเงินในทุกระดับ

     อย่างไรก็ตาม ด้วยค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงอย่างมาก แม้ทำให้ประเทศมีมูลค่าหนี้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ในทางกลับกัน ค่าเงินบาทช่วยให้การท่องเที่ยวและธุรกิจส่งออกดีขึ้น เป็นอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากค่าของเงินบาทที่ถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินตราต่างประเทศ การสั่งซื้อสินค้าจากประเทศไทย และการมาเที่ยวประเทศไทยนั้นกลับมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าปกติมาก ส่งผลดีต่อนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ การท่องเที่ยวโดยรวมทั้งในระดับประเทศ และการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตจึงเติบโตและขยายตัวอย่างมากและต่อเนื่อง หาได้สะดุดหยุดชะงักเช่นธุรกิจอื่นๆ

พ.ศ. 2541 อัตราค่าห้องพักของโรงแรมปรับราคาสูงขึ้นตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง และมีการซื้อขายกันในสกุลดอลลาร์

     จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงถึงเท่าตัว เมื่อเทียบกับเงินสกุลต่างประเทศทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตมากขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ลงทุนโรงแรมชาวต่างชาติเห็นว่ากำไรที่ได้รับมีมูลค่าที่ต่ำลง เนื่องจากเมื่อนำกำไรที่เป็นเงินบาทนั้นไปแลกกลับเป็นสกุลเงินดอลลาร์แล้วมีมูลค่าที่ต่ำลง จึงเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ราคาขายในสกุลดอลลาร์แทนการใช้ราคาขายด้วยสกุลเงินบาท โดยเฉพาะกลุ่มโรงแรมที่เรียกว่า Chain Hotel ส่วนโรงแรมอื่นๆที่เจ้าของเป็นคนไทย หรือบริหารงานโดยคนไทย พยายามรักษาค่าเงินบาท จึงยังคงซื้อขายในราคาเงินบาท แต่ได้ปรับราคาขายเพิ่มขึ้นอีก 20 - 40% ผลจากการปรับราคาสูงขึ้นอย่างมากได้ขยายผลไปยังบรรดาร้านค้าร้านอาหารที่ติดต่อค้าขายกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยปรับราคาสินค้า และค่าบริการขึ้นอีก 20-25%  จากราคาขายที่สูงขึ้นทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนมากขึ้นและสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น จึงเป็นที่สนใจต่อผู้จะลงทุนในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร หรือ ธุรกิจที่ติดต่อกับนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะต่างเห็นว่า ธุรกิจโรงแรมมีความสดใส โดยเฉพาะที่ภูเก็ตเป็นจังหวัดเดียวที่ธุรกิจยังสามารถดำเนินการและยังมีอนาคตที่สดใสเติบโตได้อีก เป็นการลงทุนที่สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันสั้นด้วยมีราคาขายที่สูง สวนทางกับเศรษฐกิจในภาคอื่นๆ หรือจังหวัดอื่นๆ  ดังนั้นทั้งผู้ลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ต่างเข้ามาแสวงหาที่ดิน โดยเฉพาะที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อลงทุนด้านโรงแรม ธุรกิจบ้านจัดสรร ธุรกิจก่อสร้างจึงเติบโตเป็นอย่างมาก สภาพการใช้พื้นที่ดินเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากอีกวาระหนึ่ง มีการเข้าไปพัฒนาในที่ดินในที่ต่างๆทั่วทุกบริเวณ ไม่ว่าจะเป็นชายหาดใด บนภูเขาลูกใด หรือ เกาะใดๆในทะเล เริ่มมีความหนาแน่นของประชากรในแต่ละพื้นที่ สังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่เคยสงบสุข ไปสู่ความเป็นเมืองเศรษฐกิจ

     ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ ได้รับผลกระทบจากปัญหาทางเศรษฐกิจ อันเนื่องจากหนี้เสียที่เกิดจากการปล่อยเงินกู้ของสถาบันการเงิน และรัฐบาลสั่งปิดสถาบันการเงินทั้งหมด 56 แห่ง ได้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง ธุรกิจปิดกิจการเป็นจำนวนมาก เกิดภาวะว่างงานไปทั่ว แต่ที่จังหวัดภูเก็ตกลับมีความเจริญเติบโต จึงมีการย้ายถิ่นฐานเข้ามาประกอบอาชีพเพื่อความอยู่รอด บ้างเปลี่ยนอาชีพเข้าสู่ภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจท่องเที่ยวเฟื่องฟู มีการก่อสร้างบ้านจัดสรรทั่วไปรองรับการย้ายถิ่นเข้าจังหวัดภูเก็ต

 

พ.ศ.2542  การขยายตัวของการก่อสร้างกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ปีนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างอุบัติขึ้น (Man Made Attraction)

 

     ประหนึ่งว่าจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ และ กลับมีสภาพเศรษฐกิจที่ดีเนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า  เพราะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก โรงแรมต่างมีอัตราการเข้าพักและค่าห้องพักอยู่ในเกณฑ์ที่สูง จึงมีทั้งผู้ลงทุนเดิมขยายกิจการ และมีผู้ลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาแสวงหาที่ดิน  เพื่อสร้างบ้านขายโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามไหล่เขา มีการก่อสร้างโรงแรม และบ้านอยู่อาศัย โดยทั่วไปอย่างมากมาย ทำให้เกิดการขาดแคลนแรงงาน แรงงานต่างชาติจึงหลั่งไหลเข้ามาอยู่ในจังหวัดภูเก็ตเป็นจำนวนมาก เกิดปัญหาด้านสาธารณสุข และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในเรื่อง ตะกอนดินที่ชะล้างไหลลงทะเล ทำให้เกิดตะกอนขุ่น  การใช้ที่ดินและพัฒนาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ปัญหาขยะ ปัญหาน้ำเสีย ปัญหาการจราจร ปัญหาสาธารณสุข และ ปัญหาความไม่ปลอดภัยในทรัพย์สิน เพิ่มมากขึ้น แต่ดูเสมือนว่าสังคมโดยทั่วไปไม่ได้รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกำลังกระทบต่อวิถีชีวิต และ ความเป็นอยู่ของตนเองในระยะยาว ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่ดี การเงินสะพัด ทุกคนต่างได้รับประโยชน์อย่างถ้วนหน้า ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตจึงหาใช่เรื่องที่ต้องคำนึงถึงไม่ ด้วยมีความคิดว่า ภาครัฐมีหน้าที่ในการแก้ไข ภาษีต่างได้ชำระให้แล้ว จึงควรนำภาษีเหล่านั้นไปดำเนินการ ไม่ใช่ปัญหาของผู้ประกอบการและของประชาชนที่ต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินแก้ไข ผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของผู้ประกอบการและความเป็นอยู่ของประชาชน ภาครัฐต้องรับผิดชอบดูแลแก้ไข

 

     ในราวปลายปีโครงการภูเก็ตแฟนตาซี (Phuket Fantasea) ได้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ สามารถหาเงินทุนจากต่างประเทศมาดำเนินการก่อสร้างต่อ จนสามารถเปิดดำเนินการได้ นับเป็น Tourist Attraction ที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะโดยปกติแหล่งท่องเที่ยว (Tourist Attraction) ของภูเก็ต และของประเทศไทย ส่วนมากจะเป็นสิ่งที่มีอยู่แต่เดิมตามธรรมชาติ แล้วนำเสนอให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชม หรือ ทำให้มีคมนาคมเข้าถึงเพื่อสามารถเข้าชมได้

พ.ศ.2543 การลงทุนจากชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้าภูเก็ต การลงทุนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

     เศรษฐกิจโดยรวมของภูเก็ตยังคงดีอยู่และมีท่าทีสดใสมากขึ้น นักท่องเที่ยวยังคงเพิ่มขึ้น ชาวต่างชาติสนใจที่จะมาลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะการลงทุนก่อสร้างบ้านใกล้ชายทะเลมีการเปิดพื้นที่ที่เคยเป็นที่หวงแหนเพื่อการก่อสร้างโรงแรมและบ้านพักอาศัย  เช่นการก่อสร้างบนไหล่เขาริมทะเล เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเรื่องตะกอนดิน น้ำเสีย และ เกิดน้ำท่วมในบางแห่ง เช่นหาดป่าตอง จาการตักดินเพื่อขาย การถมที่เพื่อสร้างอาคาร การตัดต้นไม้บนภูเขา เพื่อการตัดถนนขึ้นภูเขา เพื่อสร้างโรงแรมและบ้านพักอาศัย การสร้างปางช้าง บนไหล่เขา  เป็นต้น ค่าแรงงานถีบตัวสูงขึ้น ค่าครองชีพเริ่มสูงขึ้น การอพยพย้ายถิ่นจากคนไทยภาคต่างๆ และ แรงงานต่างชาติยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อเข้ามาทำการค้า และรับจ้างขายแรงงาน ในปีนี้ชาวภูเก็ตบางคนเริ่มรู้สึกถึงความเป็นอยู่ที่เคยสงบสุขเช่นในอดีตลดน้อยลง ชาวต่างชาติย้ายถิ่นฐานเข้ามามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อการลงทุนและแสวงโชค ความเป็นอยู่อย่างแปลกหน้าต่อกันเริ่มปรากฏมากขึ้น

     การเติบโตทางการท่องเที่ยวไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเพียงเท่านั้น ปรากฏว่ายังมีปัจจัยที่จะส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับภูเก็ต และ ภูมิภาคนี้เติบโตเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง เมื่อ เกาะพีพี ซึ่งมีรูปลักษณ์ของเกาะที่แปลกและสวยงาม มีชื่อเสียงสำหรับนักดำน้ำ และ นักท่องเที่ยว เป็นอย่างดี ได้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกเมื่อมีการถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง The Beach ซึ่งแสดงนำโดย ลีโอนาโด ดิคาปริโอ (Leonardo Dicaprio) ในระยะแรกการถ่ายทำถูกกระแสคัดค้าน ด้วยเกรงว่าการปรับแต่งภูมิทัศน์จะทำให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในที่สุดการถ่ายทำภาพยนตร์ สามารถดำเนินไปด้วยดี และ สามารถนำออกฉายทั่วโลก ทำให้เกาะพีพีเป็นที่รู้จักและสร้างความนิยมอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น จังหวัดกระบี่ และ จังหวัดภูเก็ตจึงมีนักท่องเที่ยวเพิ่มจำนวนมากขึ้นทั้งสองจัดหวัด เพราะสามารถเดินทางไปยังเกาะพีพี ได้ทั้ง 2 เส้นทาง ปริมาณที่เดินทางเข้าเกาะพีพี จึงเพิ่มจำนวนเป็นอย่างมากและต่อเนื่อง ในขณะที่ยังไม่มีการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวสูงสุดที่เกาะพีพีสามารถรองรับได้ หรือ มาตรการรองรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่มากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกาะพีพีในปัจจุบันมีความหนาแน่นเป็นอย่างยิ่ง ชายหาดที่สวยงามของ 2 หาดที่โค้งเว้าเข้าหากันกำลังเปลี่ยนแปลงสภาพไปอย่างมาก

พ.ศ. 2544 ผลกระทบจากผู้ก่อการร้ายนำเครื่องบินชนตึก World Trade Center

     วันที่ 11 กันยายน 2544 ผู้ก่อการร้ายได้นำเครื่องบินพุ่งชนตึก World Trade Center ทำให้ตึกแฝดพังทลายลง มีคนตายกว่า 3,000 คน บาดเจ็บกว่า 6,000 คน ได้ส่งผลกระทบต่อ การท่องเที่ยวของโลก จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางน้อยลง ในกลุ่มให้รางวัล (Incentive) กลุ่มประชุมสัมมนา (Meeting)

มีการยกเลิกเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับจังหวัดภูเก็ต ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวภูเก็ตนั้นมีบ้างแต่ยังอยู่ในอัตราที่ยังต่ำ เพราะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังภูเก็ตเป็นชาวยุโรป ที่เป็นกลุ่ม ครอบครัว และ การพักผ่อน เป็นส่วนใหญ่ กลุ่มประชุมสัมมนายังมีไม่มากนัก และภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีความสงบ ปราศจากความรุนแรง แต่อย่างไรก็ตามได้เริ่มส่งผลกระทบในเรื่องความสะดวกสบายในการเดินทาง ด้วยมีการตรวจค้นอาวุธที่เพิ่มวิธีการต่างๆมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในสถานที่ที่เป็นสาธารณะ เช่น สนามบิน โรงแรม เป็นต้น

 

พ.ศ. 2545 เหตุระเบิดที่บาหลี อัตราการเข้าพักโรงแรมในภูเก็ตเริ่มลดลง

     ผลกระทบจากเครื่องบินพุ่งชนตึก World Trade Center ที่นิวยอร์ค ประเทศ สหรัฐอเมริกา ทำให้เป็นที่หวาดประหวั่นไปทั่วโลก เพราะเป็นความรุนแรงและเสียหายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้โลกตื่นตะลึง และยกเลิกการเดินทางไประยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามแม้จังหวัดภูเก็ตจะไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 911 (Nine-One-One)เท่าใดนัก เพราะนักท่องเที่ยวยังคงเดินทางเข้าภูเก็ต แต่ส่วนหนึ่งเริ่มเปลี่ยนเส้นทางไปยังจังหวัดใกล้เคียงคือพังงา และกระบี่ เนื่องจากภูเก็ตเริ่มมีความหนาแน่นและภูมิทัศน์ที่สวยงามเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ด้วยมีสิ่งปลูกสร้างบดบังภูมิทัศน์มากขึ้น ทำให้อัตราเข้าพักของโรงแรมในจังหวัดภูเก็ตลดลง ในขณะที่เขาหลัก จังหวัดพังงา และ อ่าวนาง จังหวัดกระบี่ เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น

     ในวันที่  12 ตุลาคม 2545 เกิดระเบิดในไนต์คลับ บนหาดกุตะ เกาะบาหลี ประเทศอินโดนิเซีย ทำให้นักท่องเที่ยวตาย 202 คน และบาดเจ็บ 209 คน สามวันต่อมาเกิดระเบิดในห้างสรรพสินค้าบนเกาะแห่งหนึ่งในฟิลิปปินส์ รัฐบาลในประเทศตะวันตก รวมถึงออสเตรเลีย เข้าใจว่าการก่อร้ายได้ขยายผลมายังภูมิภาคนี้ ประกาศเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการเดินทางมายังภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวลดลงอย่างมากระยะหนึ่ง

     ในปีนี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2535 โดยตราพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2545 ขึ้น เพื่อแก้ไของค์ประกอบของคณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ โดยให้เพิ่มจำนวนและมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ทางธุรกิจนำเที่ยว และมัคคุเทศก์รวมอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามหาได้มีผลในการบังคับใช้แต่อย่างใด

พ.ศ. 2546 โรคระบาดไข้หวัดมรณะซาร์ส (SARS) ไปทั่วเอเซีย กระทบการท่องเที่ยว                                   

     ในราวกลางปีเกิดโรคหวัด SARS ขึ้นในประเทศจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปหวาดเกรงในการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเซีย แม้แต่ประเทศไทยยังเกิดโรคระบาดในบางจังหวัด แต่กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการแก้ไขป้องกันอย่างทันท่วงที สามารถสกัดกั้นการแพร่กระจายของโรคได้ สร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว จึงทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลงเล็กน้อยเพียงระยะเวลา 2-3 เดือน จึงกลับเป็นปกติ นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง อัตราการเข้าพักอยู่ในอัตราที่สูง เฉลี่ยทั้งปีอัตราการเข้าพัก ประมาณ ร้อยละ 70 ทำให้มีการลงทุนก่อสร้างโรงแรมเพิ่มขึ้น และ ขยายพื้นที่ทางการท่องเที่ยวไปยังจังหวัดพังงา โดยเฉพาะบริเวณ เขาหลัก ได้มีการก่อสร้างโรงแรมระดับ 4-5 ดาวเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดดำเนินการในราวปลายปี 2547

     ในปลายปี 2546 ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น แม้จะได้รับผลกระทบบ้างแต่ก็เป็นไปในระยะสั้น นักท่องเที่ยวไปท่องเที่ยวที่บาหลีน้อยลงเป็นอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวเปลี่ยนเส้นทางมาเที่ยวจังหวัดภูเก็ตแทน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตมีความสดใสมาก

                

เข้าสู่ยุคการท่องเที่ยวระดับ World Class

พ.ศ. 2547 การท่องเที่ยว ชะงักงัน ด้วยโรคไข้หวัดนก (Bird Flu)             

 จังหวัดภูเก็ตประกาศพัฒนาตนสู่ระดับเวิลด์คลาส (World Class)  กลับส่งท้ายปีเก่าด้วยธรณีพิบัติภัย สึนามิ (Tsunami)

     ในเดือนมกราคมเกิดโรคไข้หวัดนกระบาด (Bird Flu) ทำให้กระทบต่อการท่องเที่ยวอยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อได้มีมาตราการสกัดกั้นอย่างเต็มที่ โดยเผาทำลายสัตว์ปีกทั้งหมดในจังหวัดต่างๆที่มีการพบว่ามีไข้หวัดนกระบาด ทำให้สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคได้ การท่องเที่ยวกลับฟื้นสู่สภาพปกติ

     หลังจากนั้นไม่มีเหตุการณ์ใดๆที่กระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้มีบรรยากาศที่สดใสอย่างต่อเนื่อง แม้จะล่วงเข้านอกฤดูกาลท่องเที่ยว (พฤษภาคม – ตุลาคม) แต่อัตราการเข้าพักก็ไม่ได้ต่ำกว่าในช่วงฤดูกาลเท่าใดนัก เมื่อไม่ได้มีเหตุการณ์ใดๆที่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอีก ทำให้การท่องเที่ยวมีความสดใสเป็นอย่างมาก ในปีนี้จังหวัดภูเก็ตจึงประกาศ ที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับ World Class เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกว่าเป็นเมืองที่มาตรฐานสูงทั้งในด้านสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวก พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรวมถึงสถานประกอบการต่างๆ และ พัฒนา ความสามารถของบุคคลากรให้มีมาตรฐานที่ดีเทียบเท่ากับเมืองท่องเที่ยวชั้นนำเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในนานาประเทศ

      แต่ยังไม่ทันที่จะมีแผนปฏิบัติใดๆที่จะพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาส (World Class)      ในวันที่ 26 ธันวาคม เกิดธรณีพิบัติภัย คลื่นยักษ์สึนามิ เข้าถล่มชายฝั่งอันดามัน เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวที่ระดับความสั่นสะเทือน 8.9 ริคเตอร์ใต้ทะเล บริเวณเหนือเกาะสุมาตรา ทำให้เกิดคลื่นใต้น้ำไปทั่วมหาสมุทรอินเดีย ความรุนแรงของคลื่นยักษ์ที่เรียกว่า “สึนามิ (Tsunami)” มีอานุภาพรุนแรง มีแรงกระเพื่อมของคลื่นเดินทางไปจนถึงชายฝั่งทวีปอัฟริกา คลื่นยักษ์สึนามินี้สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากที่จังหวัดพังงา บริเวณ เขาหลัก มีผู้เสียชีวิตและสูญหายกว่า 6,000 คน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ส่วนจังหวัดภูเก็ตที่หาดกมลา และ ป่าตอง มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย กว่า 600 คน ส่วนจังหวัดอื่นๆในทะเลอันดามันเสียหายมากเช่นกัน แต่มีผู้เสียชีวิต ไม่มากนัก

     กรณีธรณีพิบัติภัยสึนามิ ครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก เพราะประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 220,000 คน เพียงเกาะสุมาตราแห่งเดียวมีผู้เสียชีวิต กว่า 173,000 คน

พ.ศ. 2548 วิกฤตทางการท่องเที่ยวของภูเก็ตภายหลังธรณีพิบัติภัยสึนามิ กับ พลังของความร่วมมือของทุกภาคส่วน

     ธรณีพิบัติภัยสึนามิส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว อย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อนในประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต ความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน เป็นข่าวโศกนาฏกรรมที่แพร่ขยายกระจายไปทั่วโลก เป็นที่ตกตลึงและเสียขวัญต่อชาวโลก ความเสียหาย สูญหาย ทั้งชีวิต และ ทรัพย์สิน มีรายงานเพิ่มขึ้นจากทุกพื้นที่ที่คลื่นสึนามิพัดพาไปถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดภูเก็ตมีข่าวลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะคณะค้นหา หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ เดินทางย่อมต้องเดินทางมาที่จังหวัดภูเก็ต เพราะเป็นศูนย์ปฎิบัติการในหลายๆด้าน แม้ความเสียหายจะไม่มากนัก เพราะความรุนแรงเกิดขึ้นที่บริเวณเขาหลักก็ตาม แต่เนื่องจากภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง และข่าวกิจกรรมที่จังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นข่าวแพร่สพัดไปทั่วโลกว่านักท่องเที่ยวเสียชีวิต และ หายสาบสูญ ไปเป็นจำนวนมากที่จังหวัดภูเก็ต

     ภายหลังเหตุการณ์ผ่านไปได้ 3 เดือนนับแต่คลื่นยักษ์สึนามิเข้าทำลายชีวิตและทรัพย์สิน การช่วยเหลือ การค้นหาผู้สูญหายยังคงดำเนินอยู่ ในขณะที่นักท่องเที่ยวได้ลดลงเป็นจำนวนมาก รัฐบาลใช้งบประมาณเป็นอย่างมาก ในการฟื้นฟู ปรับปรุงภูมิทัศน์ ส่วนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้พยายามส่งเสริม และ จัดให้มีกิจกรรมต่างๆ อาทิเช่น การแสดงดนตรี การมาเยี่ยมชมของคณะต่างๆ โดยนำบริษัทนำเที่ยว สื่อมวลชนจากต่างประเทศมายังภูเก็ต เพื่อทำการประชาสัมพันธ์ ให้เห็นว่าได้มีการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ และ แหล่งท่องเที่ยวกลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว อย่างไรก็ตามปรากฏว่าจำนวนผู้เดินทางเข้าจังหวัดภูเก็ตยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง

     6 เดือนนับจากคลื่นยักษ์สึนามิซัดกระหน่ำชายฝั่งทะเลอันดามัน นักท่องเที่ยวได้ลดลงจนกระทั่งโรงแรมมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยเหลือเพียงร้อยละ 10 ไม่เว้นแม้แต่ร้านค้าทั่วไปที่ไม่ได้ติดต่อค้าขายกับนักท่องเที่ยวก็ตาม ขายสินค้าไม่ได้ การขายลดลงกว่า 80% เช่น ร้านข้าวมันไก่ เดิมขายไก่ได้วันละ 13-14 ตัว ภายหลังเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิขายไก่ได้เพียง 2 ตัว เป็นต้น จากการวิเคราะห์พบความเป็นจริงว่าตลอดระยะเวลา 4 – 5 เดือนแรกภายหลังเกิดธรณีพิบัติภัยสึนามินั้น ผู้เดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ข้าราชการ ญาติของผู้เสียชีวิตหรือผู้สูญหาย ผู้เดินทางมาทำกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว กิจกรรมปรับปรุงภูมิทัศน์ การสำรวจค้นหา การจัดการศพของผู้เสียชีวิต คณะผู้ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนต่างๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้พำนักตามโรงแรมต่างๆ จึงทำให้เข้าใจว่าโรงแรมยังมีนักท่องเที่ยวเข้าพักอยู่เพียงแต่มีจำนวนน้อย ครั้นเมื่อบุคคลเหล่านี้ได้เสร็จสิ้นภารกิจและทะยอยกลับไปแล้ว ความจริงจึงปรากฏให้เห็นชัดเจนว่า นับตั้งแต่เกิดธรณีพิบัติภัยสึนามิ ไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาในบริเวณพื้นที่ภูเก็ต และชายฝั่งทะเลอันดามันอีกเลย ผลกระทบแสดงให้เห็นชัดเจนในหลายรูปแบบ นับตั้งแต่มีการปิดกิจการ การเลิกจ้าง การลดค่าแรง การย้ายถิ่นทำมาหากิน โดยเฉพาะการโยกย้ายด้านแรงงานของโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ร้านอาหาร ร้านขายสินค้า และ อื่นๆ อย่างมากมาย เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยวชาติใดสนใจที่จะมาท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้อีก ด้วยเข้าใจว่าเสียหายไปหมดแล้ว บ้างเกรงว่าจะพบภาพที่ไม่พึงประสงค์ หรือ บ้างเชื่อในเรื่องภูติผีปีศาจ บริษัทนำเที่ยวในต่างประเทศหยุดการขาย และ เปลี่ยนเส้นทางในการขาย ไปยังภูมิภาคอื่นแทน ทำให้ภูมิภาคอื่นๆ กลับมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อาทิเช่น เกาะสมุย เกาะช้าง พัทยา ชะอำ หัวหิน และ ประเทศข้างเคียง เป็นต้น

     ในเดือนมิถุนายนพบว่าสายการบินต่างๆที่บินเข้าภูเก็ตลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเที่ยวบินระหว่างประเทศได้มีการยกเลิก ไปกว่าร้อยละ 90 ของเที่ยวบินที่เคยทำการบินอยู่ คงเหลือเพียงสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ และ ซิลค์แอร์ เท่านั้น แต่ได้ลดเที่ยวบินลงเป็นระยะ จากเดิมวันละ 2-3 เที่ยวบิน เหลือเพียงวันละหนึ่งเที่ยวบิน และกำลังพิจารณาลดเที่ยวบินให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน หรือ ยกเลิกเที่ยวบิน

     ชมรมไทยบริการท่องเที่ยวภาคใต้ตอนบน ทราบถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของเที่ยวบินต่างๆ เห็นว่าหากสายการบินยกเลิกเที่ยวบินหมด การจะเริ่มต้นทำการบินใหม่คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบากมากขึ้น ดังนั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องการเข้าถึงจังหวัดภูเก็ต (Accessibility) และจะกระทบต่อการตลาดเป็นอย่างมาก จึงร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยภาคใต้เขต 4 จัดให้มีการระดมสมอง (Brain Storming) นำเสนอข้อมูล และรวบรวมข้อมูลความคิดเห็น จากทุกภาคส่วนของธุรกิจการท่องเที่ยว ได้แก่ สายการบินต่างๆที่เคยบินเข้าภูเก็ต (Airlines) บริษัทนำเที่ยวที่ทำตลาดกับต่างประเทศโดยตรง (Inbound Tour Operator) ฝ่ายการตลาดของโรงแรม (Hotel Marketing) และ ผู้อำนวยการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในภาคพื้นต่างๆ (TAT Directors) เพื่อค้นหาสาเหตุที่นักท่องเที่ยวไม่เดินทางเข้ามาภูเก็ตอีกเลย เพราะสาเหตุใดบ้าง การที่ไม่มีผู้โดยสารเดินทางจนทำให้สายบินต้องลดเที่ยวบินจนกระทั่งยกเลิกเที่ยวบินไปในที่สุด เพราะเหตุใด ผลจากการระดมความคิด ได้ข้อมูลและข้อคิดเห็นเป็นอย่างมาก ที่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนนำไปพิจารณาดำเนินการ

     ระหว่างเดือนสิงหาคม – ตุลาคม ผู้ประกอบการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายฝั่งอันดามัน เริ่มดำเนินโครงการ “สนุกทั้งเกาะ ลดทั้งเมือง” เป็นโครงการแรก เพื่อเป็นการแสดงพลังของความร่วมมือในการแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อให้มีพลังในการขับเคลื่อนในการฟื้นฟูการท่องเที่ยว โดยได้รับความร่วมมือจากสายการบินภายในประเทศ (การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ โอเรียนไทย แอร์เอเซีย) โรงแรมรวมนับร้อยโรงแรมจาก 3 จังหวัด บริษัทนำเที่ยวต่างๆ องค์กรการท่องเที่ยวทั้งส่วนกลาง (ได้แก่ TTAA สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว, ATTA สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว, ITA สมาคมผู้จำหน่ายบัตรโดยสาร, TDA สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ) สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวส่วนท้องถิ่น ( เช่น TTAA Upper South Chapter ชมรมไทยบริการท่องเที่ยวภาคใต้ตอนบน, PTA Phuket Tourist Association สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภูเก็ต, PNTA สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวพังงา, KTA สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวกระบี่) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

     ต่อมาภายหลังโรงแรมแต่ละโรงแรมได้คิดทำโครงการโดยร่วมมือกับเอเย่นต์ที่ต่างมีสายสัมพันธ์กันอยู่ในแต่ละประเทศในแต่ละตลาด ร่วมมือกันในการส่งเสริมการท่องเที่ยว มีการร่วมมือระหว่างสายการบินกับบริษัทนำเที่ยวในต่างประเทศในการลดราคาเพื่อกระตุ้นตลาด การบินไทยเริ่มทำการบินในบางตลาดที่สายการบินอื่นได้ยกเลิกและยังไม่เริ่มต้นทำการบินใหม่ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่เข้าถึงผู้ซื้อโดยตรงโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และยังได้ให้การสนับสนุนงบประมาณในการทำตลาดในต่างประเทศของสายการบินต่างๆ กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆ บ้างออกเดินทางไปทำตลาดในต่างประเทศในลักษณะ Road Show การผนึกกำลังความสามารถร่วมกันเคลื่อนไหวของทุกๆฝ่ายได้ก่อให้เกิดพลังในการกระตุ้นตลาด ตลาดมีความตื่นตัว และเริ่มเคลื่อนไหว ปลายปีนั้นการท่องเที่ยวกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย                     

พ.ศ. 2549 การท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัวแต่ไม่เทียบเท่ากับการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

     องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และ เอกชน ยังคงทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึง นักท่องเที่ยวให้มากที่สุด มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เชิญบริษัทนำเที่ยวเดินทางเข้ามายังประเทศ และ ผู้ประกอบการโรงแรม และบริษัทนำเที่ยวเดินทางออกไปยังต่างประเทศ  มีการทำการตลาดกันอย่างกว้างขวาง ในทุกๆประเทศ ตลาดบางประเทศกลับคืนเป็นปกติ ได้แก่กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย แต่ยังมีบางประเทศยังไม่กลับคืนเช่นปกติ ได้แก่ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน

     แม้จังหวัดภูเก็ตจะประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก แต่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่วนมากเป็นชาวต่างชาติกลับเล็งเห็นว่า เป็นโอกาสอันดีสำหรับธุรกิจบ้านที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่บนภูเขา และชายทะเลทั่วไป สามารถซื้อหาที่ดินได้ในราคาที่ถูก นำมาพัฒนาและขายได้ในราคาที่สูง ดังนั้นนับตั้งแต่เกิดคลื่นยักษ์สึนามิเรื่อยมาจนถึงปีนี้ ธุรกิจซื้อขายที่ดินกลับเติบโตอย่างกว้างขวาง มีอาชีพนายหน้าขายที่ดินเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทำการติดต่อซื้อขายทั้งที่เป็นที่ดินที่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมาย และอาจไม่ถูกต้อง ในบางพื้นที่อาจขัดกับ พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อมฯ หรือ ทำลายสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ด้วยช่องว่างทางกฎหมายที่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในรูปของบริษัท ดังนั้นการถือหุ้นด้วยคนไทยในลักษณะตัวแทน (Nominee) มีขึ้นอย่างแพร่หลาย พร้อมด้วยกระแสของเศรษฐกิจที่เปิดรับอย่างเต็มที่ ด้วยยังเข้าใจว่าเศรษฐกิจจะดำเนินไปด้วยดีนั้นต้องอาศัยเงินลงทุนจากต่างชาติและยึดถือเป็นปัจจัยหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอดระยะเวลา 30-40 ปีที่ผ่านมา ทำให้ต่างพยายามส่งเสริมให้มีการนำเงินทุนจากต่างประเทศเข้าประเทศ แม้เงินทุนนั้นจะมีที่มาอย่างไรก็ไม่ได้มีการตรวจสอบกันเท่าใดนัก ในขณะที่ประชาชนทั่วไปไม่ได้แสดงความวิตกต่อความเสียหายทางสังคม และสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะต่างประกอบอาชีพเพื่อความอยู่รอดจากความเสียหายที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ จึงสนใจเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจของ ตนเอง จึงมองไม่เห็นถึงปัญหาที่กำลังคืบคลานเข้ามา อันจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของตนเองในระยะยาว

     จากวิกฤตเศรษฐกิจในปีพ.ศ. 2540 ต่างคาดหวังให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยความรวดเร็ว แต่ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจรัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้รวดเร็วทันใจ ดังนั้นจึงส่งผลให้มีการเปลี่ยนรัฐบาลที่มีนโยบายในรูปแบบของโครงการต่างๆ ไม่ใช่นโยบายกว้างๆเช่นในอดีตที่ผ่านๆโครงการต่างๆถูกนำเสนอต่อสังคมและประชาชน ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากประชาชนทั่วประเทศเป็นอย่างดี เพราะต่างเห็นว่ารัฐบาลที่มีความซื่อสัตย์แต่แก้ไขปัญหาไม่รวดเร็วทันใจ ไม่เห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ดังนั้นขอให้มีรัฐบาลที่มีความสามารถแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม แม้จะโกงกินบ้างก็ไม่เป็นไร จึงมีนิยามให้กับรัฐบาลนายชวน หลีกภัย ว่า “ชวนเชื่องช้า” พร้อมๆกับการเกิดกระแสยอมรับความคิดเห็นที่ขยายตัวไปอย่างรวดเร็วว่า “โกงบ้างไม่เป็นไร ขอให้มีผลงานเป็นใช้ได้” ดังนั้น ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาจึงมีโครงการต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งหนึ่งในโครงการนั้นมีโครงการขนาดใหญ่โดยมีเป้าหมายที่จะให้มีจำนวนนักท่องเที่ยว 20 ล้านในอีก 5 ปีข้างหน้า (ปีพ.ศ. 2552) โครงการนั้นคือการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งมีการเร่งดำเนินการก่อสร้างเพื่อสามารถเปิดใช้บริการในปลายปีนี้ โครงการสนามบินสุวรรณภูมิจึงมีข่าวคราวเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นเป็นอย่างมาก จากโครงการหลายๆโครงการในปีนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ประกอบการในเรื่องการกระทำอันทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐทั้งภาคการเมืองและราชการที่เพิ่มมากขึ้นอย่างกว้างขวางทั้งในระดับท้องถิ่น และระดับประเทศ  ประชาชนทั่วไปเริ่มจับตามองพฤติกรรมของรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และ นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

     ในราวปลายปี 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ขายธุรกิจของตนเองให้กับกองทุนทามาเซคประเทศสิงคโปร์ โดยทำการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ ด้วยมีการโอนการซื้อการขายเป็นไปอย่างซับซ้อน มีการโอนหุ้นไปมาในระหว่างคนในครอบครัว คนใกล้ชิด และ เครือญาติ โอนจากบริษัทนั้นไปยังบริษัทนี้ บางบริษัทมีที่ตั้งอยู่ในเกาะบริติชเวอร์จินส์ไอส์แลนด์ (British Virgin Islands) ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่กล่าวขานว่าเป็นแหล่งฟอกเงินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นว่าการซื้อขายบริษัทครั้งนี้เป็นไปอย่างมีเงื่อนงำ และเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยว่าการซื้อขายครั้งนี้มีการจงใจที่จะหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ทำให้การเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤต ประชาชนไม่พอใจกับจริยธรรมของผู้นำประเทศ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก มีการชุมนุมขับไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในที่สุดนายกรัฐมนตรีแก้ปัญหาด้วยการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่     ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรใหม่ในวันที่ 2 เมษายน 2549  อย่างไรก็ตามแม้จะได้รัฐบาลชุดใหม่ การชุมนุมคัดค้านและขับไล่นายกรัฐมนตรี และ รัฐบาลยังคงดำเนินต่อไป และส่อเค้าของความรุนแรงไปสู่การเผชิญหน้าของประชาชน 2 ฝ่ายที่ สนับสนุน และ ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในที่สุดพลเอกสนธิ บุณยรัตกลินทำการรัฐประหารในันที่ 19 กันยายน 2549 แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเหมือนในอดีต เช่น 14 ตุลาคม 2516 หรือ 6 ตุลาคม 2519 หรือ 22 พฤษภาคม 2535 กลับเป็นบรรยากาศที่ประชาชนให้การสนับสนุน ด้วยการมอบดอกไม้เป็นการแสดงความยินดีให้กับเหล่าทหารที่ยืนประจำการในที่ต่างๆ เสมือนประชาชนมีความรู้สึกพอใจที่ทหารได้เข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ สามารถลดความตึงเครียดได้ ภาพพจน์ที่เกิดขึ้นจึงไม่มีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวแต่อย่างใด

     ในวันที่ 28 กันยายน สนามบินสุวรรณภูมิเปิดให้บริการ พร้อมๆกับปัญหาความไม่เรียบร้อยในหลายๆเรื่อง แต่ปลายปีนี้สำหรับจังหวัดภูเก็ตการท่องเที่ยวดีขึ้นมากอย่างที่ไม่ได้คาดการณ์มาก่อน ด้วยมีบางตลาดที่นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ได้แก่ สแกนดิเนเวีย รัสเซีย และ ออสเตรเลีย เพราะมีการเพิ่มเที่ยวบินเช่าเหมาลำเป็นจำนวนมาก เช่นรัสเซีย ในอดีตหลายปีที่ผ่านมามีเที่ยวบินเช่าเหมาลำเพียง 3-4 เที่ยวบินเท่านั้น แต่ในปีนี้ มีเที่ยวบินเหมาลำสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2549 ถึง เดือนมีนาคม 2550 และบางช่วงเสริมด้วย เที่ยวบิน 747 รวมอีก 4-5 เที่ยวบิน อัตราการเข้าพักจึงสูงมากผิดความคาดหมาย ก่อให้เกิดปัญหากับนักท่องเที่ยว ที่เข้าพักของโรงแรมต่างๆเกินจำนวนห้องพักที่มีอยู่ ต้องย้ายจัดหาที่พักกันอย่างวุ่นวาย

 

พ.ศ. 2550 อัตราการเข้าพัก ดีกว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิ

     นับจากปลายปี 2549 ต่อเนื่องต้นปี 2550 อัตราการเข้าพักสูงเกินความคาดหมาย มีปัญหาในการรับนักท่องเที่ยวเข้าพักของโรงแรมต่างๆ เกินจำนวนห้องพักที่มีอยู่ ด้วยการท่องเที่ยวกลับคืนสู่จังหวัดภูเก็ตอย่างรวดเร็ว และมากกว่าที่ประมาณการไว้ ทำให้เกิดปัญหาห้องพักไม่เพียงพอ โรงแรมต่างๆต้องบริหารจัดการเรื่องห้องพักในการย้ายที่พักกันตลอดเวลาเกือบตลอดช่วงของฤดูกาลท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาความขาดแคลนแรงงานทีมีฝีมือเป็นจำนวนมาก เพราะในช่วงปี 2548 ภายหลังธรณีพิบัติภัยสึนามิ แรงงานที่มีฝีมือมีความสามารถได้อพยพย้ายถิ่นไปทำมาหากินในแหล่งท่องเที่ยวอื่นเป็นจำนวนมาก

     ขณะที่การท่องเที่ยวที่กลับสู่สภาวะที่ดีขึ้นอย่างมาก เช่นเดียวกันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ได้เติบโตอย่างมากเช่นกัน ประกอบกับภูเก็ตเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิ จึงไม่มีผู้ใด หรือ มีข้อจำกัดใดๆที่จะเป็นการสกัดกั้นเงินทุนไหลเข้าจังหวัด การเปิดพื้นที่เพื่อโครงการต่างๆเป็นไปอย่างไร้ข้อจำกัด การพัฒนาเป็นไปอย่างไม่คำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ ปัญหาสังคมที่จะติดตามมา หรือ แม้กระทั่งการเตรียมการในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการบริหารการจัดการที่จะรองรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะติดตามมาในอนาคต ธุรกิจส่วนใหญ่ลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอื่นๆ  และเป็นชาวต่างชาติเป็นส่วนมาก ทำให้สัดส่วนของผู้ประกอบการ ที่เป็นชาวต่างชาติ และ ต่างถิ่นมากขึ้น มีการหลั่งไหลแรงงานต่างถิ่นและชาวต่างชาติย้ายถิ่นเข้ามามากนับเป็นเท่าตัว จากที่เคยได้เคยอพยพหลั่งไหลเข้าอย่างต่อเนื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่าน มีการลงทุนโดยชาวต่างชาติเพิ่มขึ้น มีการซื้อขายที่ดินกันในทุกพื้นที่ ที่ดินได้เปลี่ยนมือเป็นของชาวต่างชาติ และ ต่างถิ่นอย่างมากมาย การสร้างอาคารที่พักบนภูเขาสามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป แม้ไม่ได้มีการสำรวจตัวเลขกันอย่างชัดเจน แต่ประมาณการว่าผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ตกว่าครึ่งเป็นของชาวต่างชาติ และ คนต่างถิ่น

     ในวันที่ 16 กันยายน สายการบิน One Two Go จากกรุงเทพ มุ่งหน้าไปยังจังหวัดภูเก็ต ระหว่างที่ลงจอดบริเวณท่าอากาศยานภูเก็ต ทันที่ที่แตะพื้นรันเวย์ เกิดกระแสลมเปลี่ยนทิศทางกระทันหัน (Wind Shear)เครื่องบินเสียการทรงตัว ลื่นไถลออกนอกรันเวย์ไปชนกับกำแพงดินซึ่งเป็นคันดินลาดเชิงเขา พร้อมเกิดระเบิดติดตามมา 2 ครั้ง ทำให้เครื่องบินหักเป็น 2 ท่อน และมีไฟลุกไหม้ มีผู้บาดเจ็บ 42 คน และ มีผู้เสียชีวิต 89 คน นับเป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ที่สนามบินนานาชาติ ภูเก็ต แต่ด้วยความพร้อมจากการฝึกซ้อม ทำให้สนามบินภูเก็ตสามารถเปิดทำการได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง จึงไม่ทำให้กระทบต่อการท่องเที่ยวแต่อย่างใด

     จากการปฏิรูประบบราชการ กระทรวงทบวงกรมต่างๆ ในการจัดตั้งกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาขึ้น ตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 จึงได้มี ปรับปรุงแก้ไขพ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยว พ.ศ. 2535 และ พ.ศ.2545 ในโอกาสที่รัฐบาลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (ค.ม.ช.) กำลังจะสิ้นสุดลงจึงได้เร่งนำร่างพ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 เข้าสภาเพื่อผ่านมติของสภา กำหนดให้สำนักพัฒนาท่องเที่ยวรับผิดชอบดำเนินการแทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่ดูเหมือนว่ามีการแก้ไขกฏหมายถึง 2 ครั้ง ปัญหาเรื่องมาตรฐานและ การจัดระเบียบตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย ยังไม่ได้รับการดูแลแก้ไขอยู่นั่นเอง

     ในปีนี้อัตราค่าห้องพักสูงขึ้นกว่า 30% เนื่องจากได้มีการปรับค่าห้องพักเพิ่มขึ้น และ ในขณะเดียวกันค่าเงินบาทมีค่าแข็งขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ พร้อมๆกันไปกับสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นจุดขายทางการท่องเที่ยวของภูเก็ตได้มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมาก ปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมในหลายๆด้าน มีมากขึ้นและกำลังเข้าสู่ระดับวิกฤต ได้แก่ ปัญหาขยะ น้ำเสีย สาธารณสุข การก่อสร้างที่ทำให้ภูมิทัศน์ที่สวยงามทางธรรมชาติเปลี่ยนไป ปัญหาด้านสังคม ความไม่ปลอดภัย ปัญหาคุณภาพของบุคลากร ดูเสมือนว่าปัจจุบันสังคมขาดภูมิคุ้มกัน  การพัฒนาเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง

พ.ศ. 2551   วิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน ตามติดด้วยวิกฤตการณ์ทางการเงินโลก  ถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาการเมืองไทยที่เข้าสู่ขั้นวิกฤต ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวทั่วประเทศ

     จากอัตราค่าห้องที่โรงแรมได้ปรับตัวสูงขึ้นเพราะอัตราการเข้าพักในปี 2549 ที่สูงเกินความคาดหมาย ผนวกกับ ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ทำให้ค่าห้องพักเพิ่มขึ้นกว่า 30% เริ่มส่งผลให้การท่องเที่ยวไม่หนาแน่นเท่าปลายปี 2549 และ ต้นปี 2550

     ในขณะที่ตั้งแต่เดือนมีนาคม ต่อเนื่องถึงเดือนมิถุนายน ราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นกว่า 60% ทำให้สายการบินมีการบวกราคาน้ำมันเข้าไปค่าตั๋วเครื่องบินที่สูงมากขึ้น ดังนั้นค่าเดินทางจึงสูงขึ้นมาก ผนวกกับค่าห้องพักที่มีราคาเพิ่มขึ้น เริ่มมีสัญญาณส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ด้วยมีอัตรานักท่องเที่ยวที่ลดลงตามลำดับ

     วันที่ 26 สิงหาคม เกิดปรากฏการณ์ทางการเมือง อย่างไม่สามารถคาดคิดมาก่อน ด้วยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเข้ายึดตึกไทยคู่ฟ้าทำเนียบรัฐบาล

     ในวันที่ 29-31 สิงหาคม กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ตเข้าปิดล้อมสนามบินนานาชาติภูเก็ต การปิดล้อมเป็นระยะเวลา 2 วัน ทำให้เที่ยวบินที่ขึ้นและลงในแต่ละวันที่มีจำนวน 118 เที่ยวบิน ไม่สามารถเดินทางเข้าภูเก็ต และ ออกจากภูเก็ตได้ ข่าวการปิดล้อมสนามบินที่ภูเก็ตทำให้มีการยกเลิกการเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าภูเก็ตเป็นจำนวนมาก

     ในเดือนกันยายน ผลของหนี้เสียที่เกิดขึ้นกับเงินกู้ที่ปล่อยให้กับลูกหนี้ที่ด้อยคุณภาพ (Sub-Prime Loan) ในสหรัฐอเมริกา เริ่มปรากฏผลของภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำของสหรัฐอเมริกา และขยายผลต่อเนื่องไปยังประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป เช่น อังกฤษ ไอซ์แลนด์ เยอรมัน บริษัทใหญ่ๆมีนโยบายในการลดการว่าจ้างแรงงานลง 20-30%

     ในวันที่ 7 ตุลาคม นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ภายหลังขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้เคลื่อนขบวนเข้าปิดล้อมรัฐสภา เพื่อไม่ให้สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภายังคงยืนยันที่จะให้มีการประชุม ดังนั้นในเช้าวันนั้นจึงมีการสลายการชุมนุม ในที่สุดโศกนาฏกรรมของการเมืองไทยได้เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เช่นเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519 และ พฤษภาทมิฬ 2535 มีผู้คนล้มตายและ บาดเจ็บ เป็นจำนวนมาก

      วันที่ 25 พฤศจิกายน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าปิดล้อมสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อรอรับการกลับมาของนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่เดินทางกลับจากการประชุม ASEM (The Asia-Europe Meeting) ที่ประเทศเปรู ทำให้การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยประกาศปิดสนามบิน นักท่องเที่ยวตกค้างอยู่ที่สนามบินนับหมื่นคน และอีก 2 วันต่อมาในเช้าวันที่ 27 พฤศจิกายน กลุ่มพันธมิตรฯได้ปิดล้อมสนามบินดอนเมืองเพิ่มอีกแห่งหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้คณะรัฐมนตรีเดินทางไปประชุมกับนายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งการปิดล้อมสนามบินทั้งสองสนามบิน ได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างรุนแรง ทำให้นักท่องเที่ยวลดจำนวนลงกว่า 60% มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวไทย

     รัฐบาลได้มีมติประกาศใช้พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉิน ใน 2 พื้นที่คือ สนามบินดอนเมือง และ สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเข้าเคลียร์พื้นที่

     วันที่ 2 ธันวาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีมติยุบพรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ทำให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วันต่อมากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย สลายการชุมนุมที่สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมือง และ ทำเนียบรัฐบาล ทำให้บรรยากาศความตึงเครียดทางการเมืองคลี่คลายลง สายการบินต่างๆเริ่มดำเนินการบินกลับมาเช่นเดิม

     ในเดือนธันวาคมปัญหาลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (Sub-Prime Loan) ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา ได้ขยายผลไปสู่ประเทศในยุโรป อังกฤษ ไอซ์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมันนี ญี่ปุ่น เกาหลี เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินไปทั่วโลก เนื่องจากความเกี่ยวโยง การค้าขายซึ่งกันและกันในยุคของโลกาภิวัตน์ เกิดภาวะว่างงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะนักท่องเที่ยวชาวยุโรปเป็นนักท่องเที่ยวหลัก ที่เดินทางมาท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต ทำให้มีนักท่องเที่ยวในเดือนพฤศจิกายนลดลงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา รวมกับผลกระทบจากการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้การท่องเที่ยวในฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ซึ่งในอดีตเดือนธันวาคมตามเหตุการณ์ปกติที่ผ่านมาอัตราการเข้าพักเฉลี่ยในแต่ละปีอยู่ในระดับ 80-90% แต่ผลจากการปิดสนามบิน และ เศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้ในพื้นที่กรุงเทพ อัตราการเข้าพักของโรงแรมเฉลี่ยเหลือเพียง 40 - 50% เท่านั้น ส่วนภูเก็ตเนื่องจากมีเที่ยวบินเช่าเหมาลำ ทำให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 60 -70%

พ.ศ. 2552 การเมืองที่ยุ่งเหยิง การเรียกร้องที่ทำเกินขอบเขตของเสรีภาพ และผิดกฎหมาย ประเทศไทยเสียภาพลักษณ์ เศรษฐกิจ การค้า และ การท่องเที่ยวเสียหายอย่างใหญ่หลวง

    นับตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นดำรงตำแหน่ง เป็นนายกรัฐมตรี ในวันที่ 17 ธันวาคม 2551 ในขณะที่มีพรรคใหม่เกิดขึ้น คือ พรรคเพื่อไทย เพื่อรองรับสมาชิกพรรคการเมืองที่ถูกยุบ พร้อมๆกันไปกับผู้จัดรายการ “ความจริงวันนี้” ได้จัดตั้งกลุ่มเสื้อแดง เพื่อชุมนุมขับไล่นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยเรียกร้องให้ลาออก และยุบสภา  การชุมนุมเริ่มขยายตัวไปยังจังหวัดต่างๆ โดยที่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพท์จากต่างประเทศ เข้ามาในที่ชุมนุมต่างๆ โจมตีรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และ โจมตีพลเอก เปรม ติณณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี พลเอก สุรยุทธ จุลานนท์ องคมนตรี ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549

     ในเดือนเมษายน ด้วยการชุมนุมที่ไม่สามารถทำให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลง ในที่สุดกลุ่มเสื้อแดง จึงเคลื่อนไหวให้มีผลกระทบต่อประชาชน ให้มีความเดือดร้อน เพื่อเป็นการกดดันรัฐบาลว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เป็นการลดความน่าเชื่อถือ หากรัฐบาลแก้ไขด้วยการสลายการชุมนุม แล้วสามารถขยายผลไปสู่ความรุนแรงได้ ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีความชอบธรรมในการบริหาร การกดดันจึงเริ่มตั้งแต่การเข้าปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล จากนั้นเข้าปิดถนน ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อก่อให้เกิดการจราจรติดขัด ทำให้ประชาชนไม่พอใจที่กลุ่มเสื้อแดงก่อความเดือดร้อน กลุ่มผู้ชุมนุมจึงต้องยกเลิกการปิดถนน ในขณะเดียวกันรัฐบาลแก้ไขปัญหาโดยประกาศให้มีวันหยุดเพิ่มขึ้น เนื่องจากใกล้เทศกาลวันสงกรานต์ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมไม่สามารถทำให้ประชาชนเดือดร้อนได้ พ.ต.อ. ทักษิณ ชินวัตร ได้โทรศัพท์เข้ามาในที่ชุมนุมให้ขัดขวางการประชุม ASEAN Summit ดังนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งจึงได้มุ่งหน้าไปยังเมืองพัทยาเพื่อทำการขัดขวางการประชุม ASEAN Summit ณ โรงแรมรอยัลคลิพบีชรีสอร์ท ในที่สุดกลุ่มคนเสื้อแดงได้ บุกทะลวงเข้าไปยังในสถานที่ประชุม ทำให้รัฐบาลต้องยกเลิกการประชุม และ ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่พัทยา และต้องอพยพผู้นำประเทศที่เข้าร่วมประชุมออกจากโรงแรม เพื่อเดินทางกลับประเทศของผู้นำแต่ละประเทศ นำความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ในเรื่องการรักษาความปลอดภัยในระดับประเทศเป็นอย่างมาก

     หลังจากที่มีประชุม ครม.สัญจร ที่โรงแรม รอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี ได้ออกจากห้องประชุม ในระหว่างเดินทางกลับ รถยนตร์ของนายกรัฐมนตรีถูกกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าห้อมล้อมและทุบตี แต่สามารถหลุดรอดจากวงล้อมไปได้ นับว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทยต่อชาวโลก ที่แสดงให้เห็นถึงความไม่มีศักยภาพของรัฐในเรื่องความปลอดภัย ที่ไม่สามารถให้ความคุ้มครองป้องกันผู้นำประเทศของตนเอง และ ไม่สามารถดำเนินการให้การประชุมระดับชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยได้ เป็นภาพลักษณ์ที่กระทบต่อศักยภาพการท่องเที่ยวในระดับพื้นฐาน คือ ความปลอดภัย (Safety)

     ในวันที่ 12 เมษายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศให้เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ ปริมณฑลเป็นเขตพื้นที่ในการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทำการประกาศ ณ กระทรวงมหาดไทย ภายหลังการประกาศในขณะที่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจะเดินทางกลับออกจากกระทรวงมหาดไทย กลุ่มคนเสื้อแดงได้เข้าบุกกระทรวงมหาดไทยห้อมล้อมรถยนตร์นายกรัฐมนตรี และ ทุบตีรถเสียหายทั้งคัน แต่นายกรัฐมนตรีสามารถหลุดรอดไปได้ แต่นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้รับบาดเจ็บ และ ถูกพาตัวไปเข้ารักษาที่โรงพยาบาล เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ไร้คุณภาพอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้แม้แต่ในสถานที่ราชการ

     เช้าวันที่ 13 เมษายน รัฐบาลมีมาตรการในการสลายการชุมนุม เริ่มตั้งแต่บริเวณ สามเหลี่ยมดินแดง กลุ่มผู้ชุมนุมได้นำรถแก๊สมาขวางถนน ในที่สุดทหารสามารถเข้ายึดพื้นที่ได้ ในเวลาต่อมาที่บริเวณนางเลิ้ง ชุมชนผู้อยู่อาศัยในบริเวณนั้นได้รวมตัวกันขัดขวางกลุ่มคนเสื้อแดง ด้วยเกรงว่าจะมาเผาบ้านเรือนของตนเอง และ ติดตามด้วยบริเวณถนนเพชรบุรีซอย 5 และซอย 7ชุมชนออกมาต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงเช่นกัน ในบ่ายวันเดียวกันนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ และนายแพทย์ เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเข้ามอบตัว การชุมนุมสลายตัว ต่างแยกย้ายกันกลับต่างจังหวัดของตน

     ภายหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไป วันรุ่งขึ้นประชาชนออกมาเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์ กันอย่างสนุกสนานในทุกพื้นที่ นับเป็นภาพที่สร้างความประหลาดใจแก่ชาวโลกเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงด้วยบรรยากาศที่ตรงกันข้ามแบบวันต่อวันที่เกิดขึ้น

     แม้ว่าเหตุการณ์จะสงบลง แต่ทว่าได้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอย่างใหญ่หลวง การท่องเที่ยวซบเซาไปทั่วประเทศ นักท่องเที่ยวได้เปลี่ยนจุดหมายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เวียตนาม สิงคโปร์ แทน และคาดว่าจะมีผลต่อไปอย่างยาวนาน เนื่องจากการเมืองยังไม่ได้มีท่าทีว่าจะสงบลง วิกฤตการณ์ทางการเมืองเป็นภาพลักษณ์ที่แสดงออกไปยังสื่อต่างๆ

     ภายหลังสงกรานต์วิปโยคผ่านพ้นไปเพียง 3 – 4 วัน มีปรากฏการณ์ไข้หวัดหมู แต่ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อใหม่ เรียกว่าไข้หวัด 2009 ซึ่งเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นในประเทศเม็กซิโก และ ระบาดไปยังประเทศต่างๆ เพียง ไม่เกิน 2 สัปดาห์ระบาดไปถึง 4 ทวีป ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ยุโรป อาฟริกา ออสเตรเลีย และ ราวปลายเดือนได้ระบาดถึงเอเซีย ในระยะเวลาเพียง 2 เดือนเศษ ระบาดไปถึง 130 ประเทศ สำหรับทวีปเอเซียการระบาดเริ่มที่ ฮ่องกง และเกาหลี ที่ฮ่องกงมีมาตรการที่รวดเร็วโดยกักบริเวณแขกที่พักโรงแรมดังกล่าวเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการแพร่เชื้อโรค ภายหลังจากนั้นไม่นานได้ระบาดถึงประเทศไทย

     การระบาดของไข้หวัด 2009 สายพันธุ์ใหม่ ได้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการยกเลิกการเดินทางอย่างต่อเนื่อง เมื่อข่าวการติดเชื้อ และมีจำนวนผู้ตายด้วยโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราการเข้าพักโรงแรมลดลงอย่างน่าวิตก บางโรงแรมในกรุงเทพมหานครมีอัตราการเข้าพักไม่ถึง 10% ส่วนจังหวัดภูเก็ตมีอัตราการเข้าพัก 20-30%

รัฐบาลพยายามแก้ไขภาพลักษณ์ในเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยโดยจัดให้มีการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน และ ประเทศคู่ค้า รวมทั้งสิ้น 26 ประเทศที่จังหวัดในระหว่างวันที่ 18 – 24 กรกฎาคม โดยมีมาตรการ และ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่เป็นจำนวนมาก ปรากฏว่าการประชุมได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ในระหว่างการประชุม พื้นที่และโรงแรมที่มีการประชุมมีความคึกคัก แต่บริเวณอื่นที่ไม่ได้รองรับการประชุม ยังคงมีบรรยากาศที่ซบเซา

        ด้วยเหตุการณ์หลายๆเหตุการณ์ได้ส่งผลกระทบทำให้การท่องเที่ยวซบเซาเป็นอย่างมากอัตราการเข้าพักในบางพื้นที่มีตัวเลขเพียงหลักเดียว พื้นที่ที่มีอัตราการเข้าพักดีที่สุดอยู่ในอัตราเฉลี่ย 40% และยังไม่มีท่าทีว่ากลับคืนสภาพได้ดั่งเดิมเมื่อใด หรือจะแก้ไข รื้อฟื้นให้ดีขึ้นได้อย่างไร เสมือนหนึ่งว่าการท่องเที่ยวของประเทศไทย ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ กับ การประกาศของรัฐบาลให้ “การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ”

 

บทสรุป

วิวัฒนาการการท่องเที่ยวของภูเก็ตตลอดระยะ 40 ปี (พ.ศ. 2510 – 2550) ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความรวดเร็วนั้น ในระยะแรกเริ่ม ด้วยศักยภาพของจังหวัดภูเก็ตเองเป็นพื้นฐาน และมีปัจจัยส่งเสริมสนับสนุนให้การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยส่งเสริมและสนับสนุนตามนโยบายของรัฐ สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ความร่วมมือระหว่าง ภาครัฐ และภาคเอกชนเป็นไปอย่างมีเอกภาพ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์สำคัญหลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เสริมส่ง ผลักดัน ขยายผลให้การท่องเที่ยวของภูเก็ตเติบโตเป็นอย่างมาก โดยแบ่งเป็นระยะเวลาแห่งการพัฒนาการท่องเที่ยวเป็น 4 ระยะ ดังนี้

         ระยะรุ่งอรุณของการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต ระยะ 10 ปีแรก (พ.ศ. 2511 – พ.ศ. 2520) ความงดงามทางธรรมชาติที่มีมาแต่ดั้งเดิม และยังมีน้อยคนนักที่จะเข้าถึง และสัมผัสชม ได้นำไปปรากฏแพร่ภาพให้ชาวโลกได้เห็นในภาพยนตร์ กระตุ้นให้ผู้แสวงหา โดยเฉพาะผู้บุกเบิกการท่องเที่ยว (Backpacker) ทยอยเดินทางมายังภูเก็ต การสร้างที่พัก โรงแรมเพื่อเป็นการรองรับจึงเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และต่อเนื่อง

         ระยะ 10 ปีที่สอง (พ.ศ. 2521 – พ.ศ. 2530) เป็นระยะเวลาแห่งการเริ่มต้นพัฒนาการท่องเที่ยว และเปลี่ยนถ่ายจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุก เข้าสู่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยอาศัยศักยภาพทางการท่องเที่ยว(Potential) ที่มีความสมบูรณ์ กล่าวคือ ความสวยงามทางธรรมชาติที่มีอยู่ ด้วยน้ำทะเลที่อุ่นมีสีที่สวยสดใสงดงาม หาดทรายที่ขาวสะอาด วัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ สังคมมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ประชาชนมีไมตรีจิต แล้วดำเนินการให้มีการส่งเสริม (Promotion) กับ พัฒนาการในการเข้าถึง (Accessibility) ผนวกกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ (Policy) ด้วยการทำการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การตลาด (Marketing) ทำให้ภูเก็ตเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ภูเก็ตจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว(Popular Destination) พร้อมๆกันไปกับการสลายข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่มีอยู่ (Threats) ด้วยการพัฒนาการเข้าถึง (Accessibility) และอำนวยความสะดวก (Facilities) อันได้แก่ การคมนาคมขนส่ง สนามบิน ท่าเรือ ถนน ไฟฟ้า โทรศัพท์ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร การบริการ ทำให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยศักยภาพที่ดีจากธรรมชาติ และ สังคม ที่อยู่แต่เดิม และแต่งเติมเสริมแต่งให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นทางการท่องเที่ยว

         ระยะ 10 ปีที่สาม (พ.ศ. 2531 – พ.ศ. 2540) เป็นช่วงเวลาที่การท่องเที่ยวจ.ภูเก็ตเติบโตอย่างรวดเร็ว ประสบกับอุปสรรคและปัญหาต่างๆ ผลจากการส่งเสริมการตลาดอย่างจริงจังในราวปลายทศวรรษแรกระหว่างปี พ.ศ. 2527 - 2530 ควบคู่กันไปกับ การพัฒนาศักยภาพทางการท่องเที่ยว ได้แก่โรงแรมที่พัก บริษัทนำเที่ยว การคมนาคม ไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ส่งผลให้การท่องเที่ยวมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องประสบกับปัญหาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆมากมาย (Infra Structure) จึงต้องเร่งแก้ไขปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคให้สามารถรองรับการท่องเที่ยว เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกสบายให้กับนักท่องเที่ยว อันได้แก่ ท่าเรือ ถนน น้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ และ การบริการ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีความรู้ความสามารถในการให้บริการ  (Education & Training)  ในขณะที่การแก้ไขอุปสรรคและปัญหายังคงดำเนินไป การตลาดกับประเทศใหม่ๆยังคงดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกันไปกับการจัดทำกิจกรรมต่างๆ (Events) เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์(Public Relations) ให้เห็นถึงศักยภาพ ได้แก่ การจัดเทศกาลอาหารทะเล (Seafood Festival) การแข่งขันการผสมเครื่องดื่ม (Bartender Contest) การแข่งขันกีฬาต่างๆอาทิเช่น การแข่งขันเรือใบ (King Cup Regatta) การแข่งขันกอล์ฟระดับโลก(Johnnie Walker Classic) การแข่งขันไตรกีฬา (Laguna Triathlon)  การเก็บตัวผู้ร่วมประกวดนางสาวไทย (Miss Thailand) มิสไทยแลนด์เวิลด์ (Miss Thailand World) การจัดบุฟเฟต์ชายหาดยาวที่สุดในโลก (World Longest Beach Buffet) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่แสดงถึงศักยภาพ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการรองรับตลาด MICE (Meeting, Incentive, Convention & Exhibition)                ได้แก่ การประชุมสัมมนาในระดับภูมิภาค และ ระดับประเทศ เช่น การประชุมหอการค้าทั่วประเทศ นอกจากนี้ การถ่ายทำภาพยนตร์จากประเทศผู้ผลิตภาพยนตร์ชั้นนำในภาคพื้นเอเชีย เช่น ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น ไปจนถึง ระดับฮอลลีวู้ด (Hollywood) เป็นการเผยแพร่ที่สร้างความนิยมให้เกิดขึ้นในแต่ละประเทศได้เป็นอย่างดี นอกเหนือไปจากนั้นภูเก็ตได้ถูกกำหนดให้เป็นห้องรับแขกของประเทศ  มีผู้นำประเทศมหาอำนาจหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ฯลฯได้เดินทางมาเยี่ยมเยือนและพักผ่อน เป็นปัจจัยเสริมส่งให้มีการพัฒนาขีดความสามารถในการรองรับตลาดนักท่องเที่ยวระดับสูงอีกด้วย

     ระยะ 10 ปีที่สี่ (พ.ศ. 2541 – 2550) เป็นช่วงเวลาที่การพัฒนาท่องเที่ยวเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง ด้วยในระยะปลายของระยะ 10 ปีที่สาม การพัฒนาการการท่องเที่ยวเริ่มเป็นไปตามแผน และมีทิศทางในการพัฒนา ที่ดูเหมือนสามารถบริหารและจัดการได้ แต่ด้วยผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ (Globalization) แต่การประเมินศักยภาพของประเทศที่ไม่ดีเพียงพอ จึงไม่สามารถรองรับกับกระแสของโลกาภิวฒน์ได้ ส่งผลให้ปลายทศวรรษที่ผ่านมา ในปี พ.ศ. 2540  เกิดสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ(Economy Crisis) รัฐบาลแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ด้วยการกระตุ้นส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศให้มากที่สุด ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจทำให้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเป็นอย่างมาก นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากเพราะเที่ยวประเทศไทยได้ในราคาที่ถูกลง ผลของการเร่งให้มีปริมาณนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยไม่ได้มีมาตรการรองรับที่ดี หรือ ตระหนักถึงปริมาณนักท่องเที่ยวที่มากเกินไป จึงส่งผลกระทบในระยะยาว ได้แก่ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาความสามารถในการรองรับของแต่ละพื้นที่ในเรื่องการบริหารการจัดการ(Carrying Capacity)  ปัญหาคุณภาพบุคคลากร (Human Resource) ปัญหาไม่มีระเบียบขาดกติกา (Rules and Regulations) ที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ  นอกจากนี้การเปิดรับการลงทุนจากต่างชาติอย่างไร้ข้อจำกัด ด้วยทุกรัฐบาลไม่เคยเปลี่ยนแปลงนโยบายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังปีพ.ศ.2540 ผู้ประกอบการคนไทยมีความอ่อนแอเป็นอย่างมาก ทำให้มีนักลงทุนจากต่างชาติเป็นจำนวนมากในทุกพื้นที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้การลงทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการไหลบ่าของแรงงานต่างชาติในระดับต่างๆ ย้ายถิ่นเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยปราศจากการควบคุมและจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ  ในขณะที่กระแสของโลกาภิวัฒน์ที่รุกขยายไปทั่วโลก ธุรกิจการท่องเที่ยวที่มีการบริหาร การจัดการ การตลาด ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) มีบทบาทมากขึ้น เป็นตัวเร่งให้การท่องเที่ยวเติบโตเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมากขึ้น ซ้ำร้ายยังเกิดเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยสึนามิที่รุนแรง (Disaster) ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจคุกคามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ จำต้องแก้ไขปัญหาที่เผชิญหน้าก่อน จากปัญหาหลายประการที่ได้สะสมมากขึ้น ที่รุนแรงไปกว่านั้นเมื่อศักยภาพในการแก้ไขปัญหาต่ำลง เมื่อมีปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น เป็นที่ยอมรับอย่างไม่ละอายขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง ก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองที่ยุ่งเหยิง (Politic Turmoil) ทั้งในระดับประเทศ  และระดับท้องถิ่น ทั้งในองค์กรการท่องเที่ยวของภาครัฐ และองค์กรภาคเอกชน กระจายออกไปในทุกระดับ ความขัดแย้งเหล่านี้ทำให้สังคมขาดความเป็นเอกภาพ (Unity) เกิดความเสียหายที่รุนแรงมากขึ้น คือ สังคมขาดภูมิคุ้มกัน (Immunity) สังคมไม่มีเอกภาพเพียงพอที่จะก่อให้เกิดวิสัยทัศน์(Vision)ที่ชัดเจนในการพัฒนาเมือง มีลักษณะต่างคนต่างอยู่ ต่างแสวงหาประโยชน์ของตน วัฒนธรรมในการเสียสละเพื่อส่วนรวม (Culture of Sacrifice) ซึ่งนับเป็นทรัพยากรอันมีค่าสูญหายไป สังคมมีความเปลี่ยนแปลง ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อศักยภาพของจังหวัดภูเก็ต และ ของประเทศในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และกระทบต่อวิถีชีวิตให้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงในระยะยาว

      ในทศวรรษนี้นับเป็นยุคของการสั่งสมปัญหาในเชิงลบ สืบเนื่องมาจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศในปี 2540 ผนวกด้วยปัญหาต่างๆ นับตั้งแต่ การก่อการร้าย โรคภัยต่างๆ และภัยพิบัติ แต่สิ่งที่ทำให้ประเทศชาติและสังคมมีความอ่อนแอมากยิ่งขึ้นไปอีก คือ ความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยการเมืองที่มีมาตรฐานต่ำ ทำให้ปัญหาที่มีอยู่ประสบความยุ่งยากในการแก้ไขมากยิ่งขึ้น เป็นเหตุให้สังคมขาดความเป็นเอกภาพ ในการที่จะกำหนดวิสัยทัศน์ในการแก้ไขปัญหา   นอกจากนี้สังคมมีความแตกแยกในทุกระดับ ส่งผลให้คนไทยโดยทั่วไปมีความระแวงต่อกัน ทำให้รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยที่ทำความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวซึ่งเป็นปัจจัยอันสำคัญยิ่งของการท่องเที่ยวหายไป ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ของความไม่ปลอดภัยของประเทศ และภาพลักษณ์ของความโอบอ้อมอารีย์มีน้ำใจของคนไทยที่มีมาแต่กาลก่อน เปลี่ยนแปลงเป็นภาพลักษณ์ที่มีความก้าวร้าวรุนแรง ประจวบกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งแรงกระเพื่อมมา พร้อมกับโรคระบาดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ส่งผลให้การท่องเที่ยวเสียหายและตกต่ำไปทั่วประเทศ

     การที่รัฐบาลได้ประกาศให้ การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ นั้น จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่การท่องเที่ยวในทุกภาคส่วนได้ใช้โอกาสนี้ ร่วมกันทำความเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหา และทำการแก้ไขปัญหาที่ได้สั่งสมมาอย่างยาวนาน เพื่อทำให้การท่องเที่ยวมีการพัฒนาการอย่างมีมาตรฐานที่ยั่งยืน แต่หากเป็นเพียงเพื่อการประชาสัมพันธ์ เพื่อการแก้ไขให้ผ่านพ้นวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในระยะสั้น นับเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง กับโอกาสที่จะเป็นวาระอันจะทำให้การท่องเที่ยวมีการพัฒนาอย่างมีคุณภาพ สู่ระดับมาตรฐานสากล และ มีความยั่งยืน สามารถเป็นเครื่องมือที่ดีในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาวตลอดไป

 

บทวิเคราะห์

    การเติบโตทางการท่องเที่ยวของภูเก็ตนั้น อาจกล่าวได้ว่า ในระยะแรกของการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต เป็นไปด้วย ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวของท้องถิ่นเอง ได้เผยแพร่ในหลากหลายรูปแบบให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายออกไปยังนานาประเทศ สร้างความนิยมในการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดภูเก็ตและแถบท้องทะเลอันดามัน ประกอบกับ การวางแผนในการพัฒนาของภาครัฐ ร่วมกับภาคเอกชนในท้องถิ่น ทำให้การพัฒนาการท่องเที่ยวมีความเจริญเติบโต เป็นอย่างมาก กล่าวคือ

จุดแข็ง (Strength)  และ โอกาส (Opportunity) ได้แก่

  1. มีภูมิทัศน์อันสวยงามตามธรรมชาติ น้ำทะเลอุ่นใสสะอาด หาดทราย เกาะแก่ง ท้องทะเลสวยงามเป็นที่ประทับใจต่อผู้ที่พบเห็น และ สัมผัส (Products)

  2. รัฐใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ จึงมีนโยบายส่งเสริมและงบประมาณสนับสนุนเป็นอย่างมาก (Policies)

  3. ประชาชนในท้องถิ่นมีไมตรีจิต มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการท่องเที่ยว และ มีความเป็นเอกภาพที่ผลักดันให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีทิศทาง (Local People & Unity)

  4. ต่างชาติให้ความสำคัญ และ ให้การสนับสนุน เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นไปในทิศทางที่ยั่งยืน (Sustainable Development)

  5. มีเหตุการณ์สำคัญ (Movies & Events) หลายๆเหตุการณ์ที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้จังหวัดเป็นที่รู้จัก และ สร้างความนิยมให้กับนักท่องเที่ยว ได้แก่ การถ่ายทำภาพยนตร์ เหตุการณ์สำคัญๆ เช่น การต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  การเยี่ยมเยือนของผู้นำประเทศ หรือ ผู้มีชื่อเสียง การแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติ เป็นต้น

     หลังจาก 2 ทศวรรษ ของการพัฒนาทางการท่องเที่ยว (พ.ศ. 2520 – 2540) ผ่านไป จังหวัดภูเก็ตกลายเป็นเป้าหมายทางเศรษฐกิจของทุกๆคน ไม่ว่ารัฐบาล คนท้องถิ่น คนต่างถิ่น คนต่างชาติ ที่หลั่งไหลเข้าจังหวัดภูเก็ตอย่างไม่มีข้อจำกัด ทำให้มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชากรที่เพิ่มขึ้นมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน ในด้าน เชื้อชาติ วัฒนธรรม  ปรัชญาความคิด วิธีการคิดที่แตกต่าง มีทั้งที่มีความรู้และไม่มีความรู้ความเข้าใจ ทางการท่องเที่ยว จุดประสงค์ในแต่ละกิจกรรมที่แตกต่างกัน เพื่อแสวงโชคอย่างถูกต้องตามกฏหมาย และ ผิดกฏหมาย ส่งผลให้สังคมเริ่มมีความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้น กระทบต่อการพัฒนาที่ไม่สามารถกำหนดทิศทางได้

     เมื่อเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 (พ.ศ. 2541 – 2550) วิกฤตเศรษฐกิจของปี 2540 การก่อการร้าย การแพร่ของโรคระบาด และ ธรณีพิบัติภัย การเมืองที่ล้มเหลวในระดับท้องถิ่น และระดับชาติ ขยายผลเข้าไปในองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ก่อให้เกิดความแตกแยก ส่งผลให้มีจุดอ่อน (Weakness) และ อุปสรรค (Threats) ในการกำหนดทิศทางการพัฒนา เสมือนหนึ่ง “เรือที่ไม่มีหางเสือ”

จุดอ่อน (Weakness) 


1.      สังคมไม่มีเอกภาพ (Unity) ประชาชนไม่สนใจที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนไม่สามารถกำหนดทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนา สืบเนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจครั้งรุนแรงเมื่อปีพ.ศ. 2540 ภาคการเมือง นำเรื่องปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเป็นประเด็นในการหาเสียง เพื่อต้องการมีเสียงข้างมาก เกิดการแบ่งแยกฝ่าย ด้วยความคิดเห็นที่แตกต่าง ประกอบด้วยวัฒนธรรมและปรัชญาทางความคิดของแต่ละชุมชนที่แตกต่างกัน ขยายผลไปสู่ความแตกแยกในสังคม นักการเมืองที่ขาดคุณธรรม  ขาดจริยธรรม หวังเพียงเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม การกระทำการทุจริต คอรัปชั่น ขยายผลไปยังหน่วยงานราชการทุกหน่วยฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างกว้างขวางในทุกภาคส่วน ทำให้สังคมไม่เชื่อถือ เคียดแค้นชิงชัง ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ประชาชนไม่สนใจที่จะมีส่วนร่วม ส่งผลให้สังคมมีความอ่อนแอ และ ขาดภูมิคุ้มกัน

2.     ภาครัฐยังไม่ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวในระยะยาว เพียงมุ่งเน้นใช้งบประมาณสำหรับแผนงานระยะสั้น ในการจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการส่งเสริมให้เพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยวเพียงด้านเดียวเท่านั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของการท่องเที่ยวของภูเก็ตให้ดี มีคุณภาพมากขึ้น ในหลักการที่ว่า ให้สินค้าสามารถขายได้ด้วยตัวของมันเอง (Products sell itself) ทำให้ต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อทำการกระตุ้นตลาดอย่างมาก และ ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ หากสินค้ามีคุณภาพและขายได้ด้วยตัวของมันเองแล้ว การกระตุ้นตลาด สามารถกระทำเพียงครั้งคราวที่สำคัญๆเท่านั้น

3.     ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หรือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  (Travel Industry / Stakeholder) ไม่ได้ให้ความสนใจ หรือ มีส่วนร่วมต่อการแก้ไขปัญหาสาธารณะ ซึ่งเป็นสินค้าของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยส่วนรวม เพียงมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์เท่านั้น และนำเสนอปัญหาเท่านั้น แต่ไม่มีส่วนร่วมในการพิทักษ์ รักษา พัฒนา ให้สินค้าทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและมีความยั่งยืน

4.     แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบยั่งยืน บนพื้นฐานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy) และ ความสุขแบบมวลรวม (Gross National Happiness) ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ยังไม่อยู่ในจิตสำนึกของคนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ต

     หากพิจารณาถึง ศักยภาพและแผนงาน ของผู้ประกอบการ องค์กรเอกชน และภาครัฐในอดีตแล้ว อีกทั้งงบประมาณในการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆจากภาครัฐ จังหวัดภูเก็ตสมควรที่จะได้รับการพัฒนาไปสู่เมืองที่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในการพัฒนาได้ แต่ในทศวรรษล่าสุด รูปแบบการพัฒนาเป็นไปในลักษณะที่เรียกว่าเป็นการแก้ปัญหาตามหลัง  หาใช่การพัฒนาเพื่อรองรับกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในระยะยาว ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะส่งผลให้การท่องเที่ยวของภูเก็ตไม่อาจเป็นไปอย่างยั่งยืนได้ หรือ ไม่สามารถพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพในระดับ World Class ได้ตามที่มีเจตนารมณ์ทั้งภาครัฐ และ ท้องถิ่น

     ปัญหาหรือปัจจัยเสี่ยงที่คาดว่าจะมีผลกระทบในระยะยาว เป็นปัญหาหรืออุปสรรค (Threats) ในการพัฒนาในระดับต่อไป

อุปสรรค (Threats)


ปัญหาทางการเมือง

     นักการเมืองที่ขาดจริยธรรม เพื่อประโยชน์ของกลุ่มเป็นที่ตั้ง ก่อให้ความขัดแย้ง ขยายผลลงลึกไปถึงสังคม ทำให้ประชาชนแตกแยกแบ่งกลุ่ม ไปถึงระดับท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่นเพียงเพื่อเอาชนะในคะแนนเสียง เพื่อให้ตนเองมีชื่อเสียง และ เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง หรือ ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่ม การฉวยโอกาสเพื่อการช่วงชิงคะแนนเสียงด้วยวิธีการที่ขาดจริยธรรม ทำให้สังคมแตกแยก ขาดความเป็นเอกภาพทางความคิดในการพัฒนาเมือง หาใช่นักการเมืองที่แท้จริงที่ควรเสียสละเพื่อสังคม การต่อสู้ของนักการเมืองดังกล่าวก่อให้เกิดความสับสนแก่ประชาชน และ เกิดความเบื่อหน่าย ประชาชนไม่สนใจต่อความเป็นไปของเมือง การพัฒนาเมืองประสบอุปสรรคในการพัฒนาอย่างใหญ่หลวง

ปัญหาการบริหารการจัดการ

     ทั้งในระดับภูมิภาค  ระดับท้องถิ่น และการมีส่วนร่วม ของ ประชาชนในท้องถิ่น ยังขาดความเป็นเอกภาพในการร่วมกันพัฒนา เพื่อทิศทางที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง การบริหารราชการยังคงเป็นการรองรับนโยบายจากส่วนกลาง ในการวางแผนในการพัฒนา และการจัดการ ซึ่งไม่ทันกับการเจริญเติบโตและพัฒนาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในระดับสากล ในการวิเคราะห์ วางแผน การบริหาร และการจัดการ การบริหารการจัดการเพียงเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อคะแนนเสียง การที่ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ เป็นที่ครหาในเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบ ความไม่เป็นระเบียบจึงขยายตัวมากขึ้นและส่งผลให้การจัดระเบียบในอนาคตจะมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น         

ปัญหาจราจรและอุบัติเหตุ

     ด้วยจำนวนประชากรทั้งจากคนท้องถิ่น คนต่างถิ่น คนต่างชาติ และนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็ว การเพิ่มขึ้นเป็นไปอย่างไร้ขีดจำกัด การพัฒนาที่มีเป้าหมายเพียงการเพิ่มปริมาณนักท่องเที่ยว และ เศรษฐกิจที่เติบโต โดยไม่ได้พิจารณาถึงภาพรวม อันได้แก่ ความสามารถในการรองรับของพื้นที่ (Carrying Capacity) ความสามารถของบุคลากรในการรองรับและพัฒนา (Human Resource) หรือ คำนึงถึงการพัฒนาที่ดีเพื่อก่อให้เกิดเศรษฐกิจที่ดีมีความสงบสุขในทุกด้านของสังคม (Sustainable Development)  จำนวนนักท่องเที่ยวและประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดและปราศจากการวางแผน ทำให้มีการใช้ยานพาหนะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากและรวดเร็วเกินความสามารถที่จะรองรับได้ หากคำนวณพื้นผิวจราจรที่มีอยู่อย่างจำกัดกับปริมาณยานพาหนะที่เพิ่มขึ้น ย่อมก่อให้เกิดการจราจรที่แออัด และพร้อมที่จะเกิดอุบัติเหตุ ด้วยปริมาณจราจรและอุบัติเหตุที่เพิ่มขึ้น สังคมที่ดีมีสงบสุขหายไป ในที่สุดศักยภาพของความเป็นเมืองท่องเที่ยว ที่มีความสงบเหมาะสมกับการพักผ่อนจะขาดหายไป

ปัญหาน้ำไม่เพียงพอ

     ภูเก็ตมีสภาพเป็นเกาะ ปัจจุบันแหล่งน้ำมีอยู่อย่างจำกัด ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา การบริโภคจะเพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ขาดการวางแผนปฏิบัติการที่ดีในการควบคุมการเพิ่มจำนวนประชากร และไม่มีการเตรียมการในเรื่องทรัพยากรน้ำให้เพียงพอต่อการใช้สอย ปัญหาน้ำขาดแคลนกำลังจะเข้ามาเผชิญหน้าอย่างรุนแรงในอนาคตอันใกล้

ปัญหาสาธารณสุข การบริหารจัดการขยะและน้ำเสีย

     นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามปริมาณของห้องพัก ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณของประชากรที่ย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้นตลอดเวลา นับตั้งแต่ผู้ย้ายถิ่นฐานจากจังหวัดต่างๆ ชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุน ทำงาน หรือ เข้ามาอยู่อาศัย แรงงานต่างชาติที่เปลี่ยนสถานะแรงงานชั่วคราวเป็นการอยู่ถาวรมากขึ้น ซึ่งขาดการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาขยะ น้ำเสีย ประมาณว่ามีประชากรที่อาศัยอยู่ในจ.ภูเก็ตรวมนักท่องเที่ยว ในแต่ละวัน มีจำนวน 650,000 คน ที่ก่อให้เกิดขยะ (ขยะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน 650 ตันต่อวัน โดยเฉลี่ยประชากร 1คน ก่อให้เกิดขยะประมาณ 1 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน) ในจำนวนนี้มีนักท่องเที่ยวประมาณ 50,000 คนต่อวัน (โดยคำนวณจากอัตราเฉลี่ยการเข้าพักประมาณ 65% ของจำนวนห้องพัก 40,000 ห้อง และมีอัตราการพักแบบห้องคู่ประมาณ 90%) แต่สำมะโนประชากรมีเพียง 320,000 คน เท่านั้น และจำนวนประชากรยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยที่ยังไม่มีมาตรการใดๆที่จะควบคุมให้จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นในระดับที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถบริหารจัดการขยะและน้ำเสีย เพราะปัญหาความสะอาดและสาธารณสุขจะมีผลต่อศักยภาพทางการท่องเที่ยวของภูเก็ตในอนาคต

ปัญหาสภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมจากการใช้ที่ดินอย่างไม่ถูกต้อง

     การเปิดพื้นที่ดินเพื่อการพัฒนาอย่างไม่จำกัด เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลหรือกลุ่มเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงว่าพื้นที่ใดควรมีความเหมาะสมในการพัฒนาอย่างไร การพัฒนาแต่ละโครงการมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมข้างเคียงหรือไม่ โดยไม่ตระหนักว่าอาจจะเกิดความเสียหายจากภัยพิบัติดินถล่ม หรือ ผลกระทบต่อภูมิทัศน์ อันจะกระทบต่อศักยภาพทางการท่องเที่ยวในที่สุด

     ภาครัฐควรใช้ความสามารถในการบังคับใช้กฎหมาย การละเลย ละเว้นการปฏิบัติ หรือ แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เป็นการทำลายสังคมในระยะยาวที่แก้ไขกลับคืนได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเก็ตเป็นเมืองที่อาศัยการท่องเที่ยวเป็นเศรษฐกิจหลักของจังหวัดนับว่ามีความเสี่ยงต่ออนาคตที่ไม่สดใสเป็นอย่างมาก

ปัญหาวัฒนธรรมท้องถิ่นสูญสลาย

     ปรัชญาความคิดที่คำนึงเพียงมิติทางเศรษฐกิจด้านเดียว ก่อให้เกิดค่านิยมทางวัตถุมากขึ้น ย่อมทำให้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่ดีในการอยู่ร่วมกันสูญสลายหายไป การเคารพนับถือผู้มีฐานะแม้จะไม่ทราบว่าได้ทรัพย์สินมาอย่างไรได้รับการยอมรับมากกว่าผู้ประพฤติดีมีคุณธรรมมีมากขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากวิถีชีวิตที่เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างอยู่ วัฒนธรรมเป็นเพียงรูปแบบของประเพณี และจัดแสดงให้มีขึ้นเป็นครั้งคราว เพื่อแสดงให้ปรากฏว่าวัฒนธรรมที่มีอัตตลักษณ์นั้นยังคงหลงเหลืออยู่ การเมืองแบบฉาบฉวย และฉกฉวยประโยชน์กำลังขยายตัวมากขึ้น พร้อมๆไปกับวัฒนธรรมในการมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลย์กับการเมืองในรูปแบบการฉกฉวยผลประโยชน์เฉพาะตนหรือเฉพาะกลุ่ม   ไม่ได้รับการส่งเสริม

ปัญหาการประกอบการแข่งขันกับชาวต่างชาติ

     ศักยภาพของบุคลากรในท้องถิ่นที่ไม่สามารถแข่งขันกับชาวต่างชาติ ในหลายๆด้าน ได้แก่การลงทุน ความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยี การประกอบการที่มีความเป็นสากลในด้านกติกาทางการค้า และ จริยธรรมในการประกอบการ ภาคธุรกิจเอกชนขาดวิสัยทัศน์ในการพัฒนาร่วมกับภาครัฐ ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของท้องถิ่นในพัฒนาศักยภาพของทรัพยกรมนุษย์ ในการจัดระเบียบและกำหนดกติกาทางการค้า และ จริยธรรมในการประกอบการ เพื่อให้การประกอบการมีแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตราฐานที่ดีในระดับสากล ในขณะที่ชาวต่างชาติเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีการรวมตัวกันมากขึ้น ดังนั้นด้วยประกอบการที่มีความเป็นสากล มีเงินทุนที่มากกว่า มีความรู้ความสามารถทางด้านเทคโนโลยีต่างๆมากกว่าผู้ประกอบการท้องถิ่น ย่อมส่งผลให้ในอนาคตการประกอบการของผู้ประกอบการท้องถิ่นไม่สามารถดำรงอยู่ได้ในที่สุด และในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวโดยภาพรวม ด้วยขาดผู้ประกอบการที่มีดีมีคุณภาพที่จะสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยว การมาท่องเที่ยวประเทศไทยจะไม่น่าสนใจอีกต่อไป

ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ


     จุดอ่อนและปัญหาที่เผชิญอยู่ ได้เกิดขึ้นพร้อมๆกับการประกาศให้จังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับ World Class ดังนั้นหากยังปล่อยให้ปัญหา และ การเติบโตเป็นไปอย่างไร้ทิศทาง อาจส่งผลให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สะสมเหล่านี้ได้ การเป็นเมืองท่องเที่ยวในระดับ World Class ย่อมไม่สามารถเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดภูเก็ตได้เลือกทิศทางของเมืองเป็นเมืองเศรษฐกิจการท่องเที่ยว และได้มีการพัฒนาเกือบทุกพื้นที่เป็นกิจกรรมทางการท่องเที่ยว ดังนั้นหากปัญหาที่สะสมมากขึ้นทุกวันและไม่ได้รับการแก้ไข หรือ วางแผนการพัฒนา และสามารถปฏิบัติให้ดีขึ้นได้แล้ว นับว่าเป็นความเสี่ยงต่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างยิ่ง จึงสมควรพิจารณาดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้

1.      ความเสียสละของนักการเมือง (Politicians’ sacrifice)

      นักการเมืองเป็นผู้ประกาศเจตนารมณ์ว่าเป็นผู้เสียสละจึงก้าวเข้าสู่ภาคการเมือง ดังนั้น ในสภาวะการณ์ที่ประเทศเสียหายเป็นอย่างมากเพราะภาคการเมืองเป็นเหตุ พรรคการเมือง นักการเมือง นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในระดับชาติและ ระดับท้องถิ่นจึงควรเป็นผู้รับผิดชอบในการเริ่มต้น ที่จะเสียสละตนเอง ยึดถือการช่วยเหลือประเทศและสังคมเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง หรือ ผลประโยชน์ของกลุ่มของตน หรือ ของพรรคการเมืองที่ตนสังกัด พฤติกรรมดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดสังคมมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีและเป็นไปอย่างคุ้มค่ากับความเสียหายในรอบหลายปีที่ผ่านมา เพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อนานาชาติว่า ภายหลังจากความขัดแย้งอย่างยาวนาน และ เกิดความรุนแรงสร้างความเสียหายแก่ประเทศเป็นอย่างมากนั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงให้เกิดภาพลักษณ์ในทางที่เป็นบวก มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ไปในทิศทางที่ดีงามและสร้างสรร ได้แก่ เรื่องสมานฉันท์ในประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ลดความขัดแย้งแต่ใช้การตรวจสอบการทำงานอย่างเป็นเหตุและผลมากกว่าการกล่าวหาซึ่งกันและกัน เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต มีเมตตาธรรม มีวิสัยทัศน์ที่ดี มีสัมมาวาจา (เพื่อลดความขัดแย้ง จากถ้อยคำที่เสียดสี รุนแรงว่ากล่าวต่อกัน) ยึดหลักในการพัฒนาประเทศและท้องถิ่นเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรุ่นต่อๆไป วิสัยทัศน์ในการพัฒนาเมืองจะมีความเป็นเอกภาพและเดินหน้าในการดำเนินงานได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น หากยังคงมีมิจฉาทิฏฐิที่จะยังประพฤติปฏิบัติตนแบบเดิมๆเช่นอดีตที่ผ่านมา ย่อมเป็นนักการเมืองที่ทำลายเมืองอย่างแท้จริง

                 ลำดับต่อไปขยายผลให้ประชาชนแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่าวิชาชีพ อาทิเช่น ข้าราชการ นักวิชาการ สื่อมวลชน องค์กรภาคเอกชนด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านวิชาชีพ ฯลฯ ยึดถือแนวทางดังกล่าว เพื่อขยายผลต่อไปยังชุมชน และประชาชน ก่อให้เกิดความสมานฉันท์ มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการพัฒนาเมือง เพื่อให้รอยยิ้มของคนไทยกลับคืนมาเช่นดังเดิม

2.      การบริหารการจัดการ (Administrative and Management)

      ในลักษณะบูรณาการความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคม สร้างเสริมให้ทุกภาคีมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง เพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาเมือง วิวัฒนาการไปสู่การบริหารและการจัดการเมืองด้วยตนเองในรูปแบบของ “คณะกรรมการเมือง” โดยมีโครงสร้าง และ องค์ประกอบ ที่ประกอบขึ้นจากภาคส่วนต่างๆให้มากที่สุด ได้แก่ ภาคีการเมืองทั้งส่วนกลาง และ ส่วนท้องถิ่น ภาคีราชการส่วนภูมิภาค ภาคีราชการส่วนท้องถิ่น ภาคีเอกชนทางเศรษฐกิจจากสาขาธุรกิจ หรือ อาชีพ ภาคีเอกชนทางด้านสังคม ภาคีวิชาการ ภาคีสื่อสารมวลชน โดยมีสัดส่วนของภาคการเมืองและราชการในอัตราส่วนที่น้อยกว่าภาคอื่นๆรวมกัน (เช่นมีอัตราของส่วนราชการเพียง 4:10 เพื่อให้ได้รับข้อมูล ข่าวสาร ความคิดเห็นจากภาคประชาชนให้มากที่สุด) และมีจำนวนองค์คณะที่เหมาะสม  สำหรับวิธีการพิจารณาสรรหา หรือ คัดเลือกกรรมการจากแต่ละภาคี ให้ได้ผู้ที่มีศักยภาพความรู้ความสามารถและมีอุดมการณ์ ซึ่ง “กรมการจังหวัด” ในปัจจุบันซึ่งประกอบด้วยภาคราชการนั้นอาจจะเป็นผู้กำหนด หรือ อาจจะมีคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะก็ย่อมได้ ทั้งนี้อาจกำหนดให้คณะกรรมการเมืองในระยะแรก ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าคณะ เพื่อให้มีผลในการมอบหมายและการสั่งการ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ในการสำรวจ รวบรวม และ ตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ ประเมินผล (Research) และ สรุปประเด็นปัญหา กำหนดวิสัยทัศน์ เสนอแนวทางการพัฒนา (Development) ในแต่ละช่วงเวลา โดยข้อมูล ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะที่แต่ละภาคีนำเข้าเสนอต่อคณะกรรมการเมืองนั้นให้มีที่มาอย่างเป็นระบบ อาทิเช่น จากการประชุมของสมาชิกในแต่ละภาคีนั้นๆที่สม่ำเสมอ เป็นข้อคิดเห็นที่ได้ผ่านกระบวนการวิพากษ์วิจารณ์และหาข้อสรุปของภาคีนั้นๆแล้ว เป็นต้น  เพื่อกลั่นกรองให้ข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะนั้นสามารถพิจารณามอบหมายให้แต่ละหน่วยงานนำไปปฏิบัติได้ และประชาสัมพันธ์ให้สังคมได้รับทราบ สร้างการมีส่วนร่วมในการรับรู้ และติดตามการปฏิบัติ  การตรวจสอบ และสะท้อนผล นำเข้าพิจารณาใน “คณะกรรมการเมือง” ต่อไป ย่อมเป็นการส่งเสริมการพัฒนาการเมืองภาคประชาชนให้มีมากขึ้นอย่างเป็นระบบ อีกทั้งเป็นการถ่วงดุลย์กับภาคีการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ ตรวจสอบการปฏิบัติงานของข้าราชการที่ทุจริตประพฤติมิชอบ และปฏิบัติงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบในการพัฒนาเมือง เหมาะสมกับการเป็นประชากรที่ดีของเมือง ทั้งนี้การบริหารการจัดการที่ดีควรให้มีการประเมินผลแผนปฏิบัติการร่วมกับภาคีต่างๆ ว่าได้ปฏิบัติและดำเนินการตามแผนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประจำทุกระยะ เพื่อการรับรู้ถึงผลสัมฤทธิ์ ในความโปร่งใส และ รับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ เพื่อการพัฒนาปรับปรุงแผนปฏิบัติการในปีต่อๆไป และพัฒนาการไปสู่การบริหารการจัดการด้วยตนเองในอนาคตในรูปแบบที่เหมาะสมต่อไป

      ข้าราชการที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม นับเป็นกลุ่มบุคคลที่สำคัญที่สุดในช่วงเวลาที่สังคมยังมีความแตกแยก และการเมืองที่ล้มเหลว ในอันที่จะประพฤติปฎิบัติ ในหลักการของ "ความเท่าเทียมในการบังคับใช้กฎหมาย" และ "ส่งเสริมคุณธรรมยับยั้งการทุจริต" เพื่อขจัดข้าราชการที่ประพฤติผิดคิดมิชอบที่แทรกซึมอยู่ในทุกหน่วยงาน โดยนำข้อมูลเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนให้เป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อให้ได้รับการเหยียดหยาม การประนามจากสังคม

3.   ระดมความคิดจาก “การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ” เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ และ จัดทำแผนปฏิบัติการ “ภูเก็ตเมืองท่องเที่ยวระดับโลก” (Phuket’s World Class Destination)

      จากปัญหาทางการท่องเที่ยวที่ได้สะสมปัญหาต่างๆมาอย่างยาวนาน ประกอบกับ ปัญหาทางการเมือง ที่ทำให้ประเทศถึงจุดตกต่ำที่สุดของการท่องเที่ยวไทย รัฐบาลได้ประกาศให้ การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ นั้นจึงสมควรที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่ใช่เป็นเพียง วลีที่ฟังไพเราะ หรือ เพียงเพื่อเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง หรือ เพียงเพื่อให้ได้งบประมาณเพื่อกระตุ้นการตลาดให้ฟื้นคืนกลับมาดังเดิมเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดภูเก็ตในขณะนี้ได้กลายสภาพเป็นเมืองที่พึ่งพาเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเพียงด้านเดียว ดังนั้น การคงอยู่ในการเป็นเมืองท่องเที่ยวนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องขับเคลื่อนในการยกระดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพสามารถขายได้อย่างยั่งยืนในระดับโลก (World Class Destination) แต่การยกระดับให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก (World Class Destiantion) นั้น ต้องมีองค์ประกอบหรือปัจจัยใดบ้าง และมีแผนปฏิบัการที่จะมีองค์ประกอบเหล่านั้นให้ครบถ้วนได้อย่างไร การจัดทำแผนนั้นให้อยู่ในทิศทางของ "การพัฒนาอย่างยั่งยืน" (Sustainable Development) โดยมีดรรชนีชี้วัด “ความสุขมวลรวม” (Gross National Happiness) ภายใต้กรอบของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” (Sufficiency Economy Philosophy) ในการจัดทำแผนปฏิบัติเพื่อพัฒนาเมือง เพื่อให้สังคม และ เศรษฐกิจ ของจังหวัดภูเก็ตมีความเจริญ มั่นคง และ ยั่งยืนที่สุดเท่าที่จะทำได้ และบังเกิดผลในทางปฏิบัติให้มากที่สุดจึงควรทำการระดมความคิด จัดสัมนาอย่างเป็นระบบกับสังคมในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทุกประเภท ทุกระดับ ทุกองค์กร และ ครอบคลุมถึงภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการรับฟังปัญหา แนวความคิด วิธีการแก้ไข และ พัฒนาขับเคลื่อนไปสู่เมืองท่องเที่ยวที่มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

             4. การจัดการระบบการจราจรขนส่ง (Mass Transit or Public Transport)

ด้วยพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ต มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด เพราะเป็นพื้นที่ภูเขาประมาณ 70% พื้นที่ราบเพียง 30% ดังนั้นโอกาสที่เกิดความหนาแน่นในการจราจรค่อนข้างสูง พื้นที่สาธารณะเพื่อการสร้างถนนใหม่ค่อนข้างจำกัด แต่ปริมาณของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างไร้ข้อจำกัดยังคงดำเนินอยู่ ทำให้ยานพาหนะเพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน ดังนั้นการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงการคมนาคมขนส่ง อย่างทั่วถึง ในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง (รวมถึงการเชื่อมโยงกับโครงการศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติที่คาดว่าจะมีขึ้นในอนาคต) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการใช้ระบบขนส่งประเภทราง หรือ รถไฟฟ้า เพื่อลดปริมาณยานพาหนะ และคงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี มีความสดวกสบาย ความปลอดภัย ทำให้คงสภาพความเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวต่อไป นอกจากนี้ระบบขนส่งมวลชนที่ดีสามารถช่วยเหลือแบ่งเบาภาระทางเศรษฐกิจ ความสะดวก ความปลอดภัย ของประชาชนในพื้นที่ต่างๆที่ห่างไกลจากตัวเมืองได้ด้วย ในขณะเดียวกันอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวอีกโสตหนึ่งด้วย

             5. การจัดการทรัพยากรน้ำ และสาธารณูปโภค (Water Resourse & Infra Structure)

การพัฒนาเมืองย่อมดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดนิ่ง การใช้ทรัพยากรย่อมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรน้ำจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อการพัฒนาการท่องเที่ยว ความขาดแคลนจะส่งผลกระทบโดยรวมต่อการค้าและสังคม การวางแผนการจัดการทรัพยากรน้ำ และปฏิบัติการให้สัมฤทธิ์ผลอย่างมีระบบและแบบแผนที่ชัดเจนไม่อาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ การนำน้ำจากขุมเหมืองเก่าก็ดี หรือ ที่มีโดยธรรมชาติก็ดี เพื่อนำมาบริหารจัดการนั้นนับว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ของความร่วมมือที่ดีของผู้เป็นเจ้าของสถานที่ และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาการจัดการทรัพยากรน้ำในระยะแรก อย่างไรก็ตามหากการเจริญเติบโตเป็นไปในอัตราความเจริญเช่นปัจจุบัน การลงทุนขนาดใหญ่สมควรที่จะได้มีการวางแผนเพื่อการนี้ด้วยเช่นกัน

6 เทศบัญญัติ และการบังคับใช้ (Law and Enforcement)

นโยบายพัฒนาเมืองที่สามารถควบคุมอัตราการเติบโต และ มีความสามารถในการรองรับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรมีการพิจารณา กำหนดนโยบาย ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือ ออกเทศบัญญัติใหม่ๆ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ให้การเติบโต หรือ การขยายตัวของพื้นที่ในการพัฒนา สัมพันธ์และสอดคล้องไปกับความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) โดยพิจารณาในเงื่อนไขของปริมาณควบคู่ไปกับพื้นที่ และคุณภาพขององค์กรหรือบุคคลากรที่รองรับในแต่ละพื้นที่นั้นๆ ย่อมทำให้การท่องเที่ยว และการพัฒนาของเมืองและสังคม เป็นไปอย่างมีคุณภาพ เหมาะสมกับ World Class Destination ที่ได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ หรือ เป็นไปตามที่ประชาชนโดยทั่วไปทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศคาดหวัง   โดยสมควรดำเนินการ

 6.1 ศึกษาและคำนวณ ความสามารถในการรองรับเพื่อกำหนด การใช้ที่ดิน การพัฒนา และ กิจกรรมที่พึงมีในแต่ละพื้นที่ ผังเมืองเฉพาะ(Zoning) อย่างเร่งด่วนโดยผู้เชี่ยวชาญในการวางผัง และมีผลในการบังคับใช้ เพื่อการพัฒนาเมืองอย่างมีคุณภาพ แม้ว่าการจัดทำผังเมืองเฉพาะ และการบังคับใช้จะเป็นเรื่องยากในทางปฏิบัติ เพราะจะกระทบกับการมีส่วนได้ส่วนเสียของผู้ครอบครองสิทธิในที่ดิน แต่อย่างไรก็ตามผังเมืองย่อมเป็นแนวทางที่สำคัญที่ใช้ยึดถือในการพัฒนาเมืองให้มีคุณภาพ ศิลปะและความสามารถในการบริหารจัดการของหน่วยงานที่รับผิดชอบในการบังคับใช้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกหน่วยงาน ซึ่งสังคมต้องให้การส่งเสริม และสนับสนุน เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของตนเองและสังคมของตนเองในระยะยาว

6.2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกเทศบัญญัติ เพื่อควบคุมให้การเติบโต เป็นตามผังเมือง

และ สอดคล้องกับความสามารถในการรองรับ เช่น งบประมาณ อัตรากำลังเจ้าหน้าที่ ข้อบัญญัติต่างๆ เป็นต้น พัฒนาขีดความสามารถในการบริหารการจัดการ และ ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของเจ้าหน้าที่ในทุกระดับในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกองค์กรอย่างเร่งด่วน เพื่อให้งานบริการสาธารณะเป็นไปด้วยความซื่อสัตย์และมีประสิทธิภาพ สำหรับงบประมาณนั้นควรปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์ในการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องถิ่น ผู้ที่ยังละเมิดในการชำระภาษีสมควรได้รับการลงโทษ เพื่อความชอบธรรมในสังคม ภาษีที่จัดเก็บได้นำมาใช้ในการพัฒนาอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ปราศจากการทุจริตประพฤติมิชอบปราศจากการกระทำที่ทุจริตประพฤติมิชอบ

      6.3 ขยายผลให้ประชาชนมีความรู้เข้าใจ และคาดหวังการพัฒนาในลักษณะที่นำมาซึ่งความสุข

ของคนส่วนใหญ่ในระยะยาว คำนึงถึงความสุขมวลรวม (Gross National Happiness) เป็นภูมิคุ้มกันโดยใช้ดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวมเป็นแนวทางในการพัฒนาเมือง ไม่ให้เป็นไปตามกระแสของการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพียงมิติเดียว และทำความเข้าใจกับปรัชญาความคิดที่ว่าหากเศรษฐกิจดีย่อมทำให้ทุกอย่างดีขึ้นนั้นเป็นปรัชญาความคิดที่ถูกต้องจริงหรือไม่ โดยพิจาณาผลของการพัฒนาในแนวทางดังกล่าวที่เป็นอยู่ และสิ่งที่ได้ประสบพบเห็นอยู่ในปัจจุบันว่าเหมาะสมอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจให้ขยายผลต่อไปว่าการทำให้สังคมมีคุณภาพที่ดีในด้านต่างๆได้นั้น หรือ กล่าวในอีกนัยหนึ่งว่า การทำให้สังคมมีจิตวิญญาณของความสงบสุขนั้น นอกเหนือจากเรื่องเศรษฐกิจ แล้วมีเรื่องใดๆอีกบ้าง

       6.4 ควบคุม และ กำกับให้การเติบโต มีอัตราการเติบโตอยู่ในระดับที่สามารถรองรับ และ

บริหารจัดการได้ โดยการบังคับใช้กฎหมายของทุกหน่วยงาน ให้มีประสิทธิภาพและคงไว้ซึ่งความศักดิสิทธิ์ของกฏหมาย  อันจะนำมาซึ่งการเติบโตของเมืองอย่างมีคุณภาพ

ก.      พัฒนาคุณภาพของบุคคลากร เพื่อสามารถรองรับกับการพัฒนาในทิศทางที่ได้กำหนดไว้

ในแผน หรือ ยุทธศาสตร์ที่ได้วางไว้ โดยให้ภาคประชาสังคม และนักท่องเที่ยวเป็นผู้ประเมินผลการปฏิบัติงานของภาครัฐ และ การประกอบการของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ปรับปรุง นำไปสู่การฝึกอบรมให้มีความรู้ความสามารถทางการท่องเที่ยว การดูงานมีวิธีการที่ดีมีมาตราฐานสามารถนำกลับมาใช้ในการพัฒนาได้ มิใช่เป็นเพียงเพื่อสำหรับการท่องเที่ยวหาความสำราญดุจดั่งเป็นรางวัลเช่นในอดีตที่ผ่านมา    

ข.      สังคมมีส่วนร่วม และสนับสนุนในการบังคับใช้เทศบัญญัติให้มีประสิทธิภาพ

7.  สังคมต้องมีจิตสำนึกสาธารณะที่ดี (Public Consciousness)

เมืองที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วประกอบด้วยคนหลากหลายเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ การอยู่ร่วมกันในมิติทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว เป็นการอยู่ร่วมกันที่เป็นไปในลักษณะที่เปราะบาง มีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้ง การแบ่งแยกกลุ่มและชนชั้น เพราะทัศนคติโดยยึดถือวัตถุนิยมในการครองชีวิตมีมากขึ้น สังคมจะขาดจริยธรรมที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น การส่งเสริมสร้างสรรค์ให้สังคมมีบรรทัดฐานที่ดีในเรื่องวิธีคิด วิธีปฏิบัติ ไปสู่วัฒนธรรมทางความคิด ปฏิบัติลงลึกสู่วิถีชีวิต การสนับสนุนงานประเพณี วัฒนธรรม งานท้องถิ่น กิจกรรมที่ต้องมีส่วนร่วมในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัยอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้คนในสังคมมีจิตสำนึกสาธารณะในการมีส่วนร่วมต่อสังคม ห่วงใย และประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้สังคมมีบันทัดฐานที่ดีในการครองตน ย่อมเป็นภูมิคุ้มกันมิให้วัฒนธรรมท้องถิ่นที่ดีงามสูญสลายหายไป และ พยายามส่งเสริมเพื่อผดุงรักษาไว้ซึ่งบันทัดฐานที่ดีของสังคม อันจะเป็นวัฒนธรรมที่ดีของการอยู่ร่วมกันนี้ขยายผลถึงประชากรที่อพยพย้ายถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยได้มีส่วนร่วม และประพฤติปฏิบัติเช่นกัน ย่อมสามารถดำรงไว้ซึ่งสังคมโดยรวมมีคุณภาพที่ดีต่อไปได้อย่างยั่งยืนถาวร ซึ่งทุกภาคีสมควรมีส่วนเรื่องในการรณรงค์ และ มีส่วนร่วมในเรื่องนี้

8. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource)

เพื่อพัฒนาบุคคลากรให้มีความรู้ความสามารถที่จะรองรับและสอดคล้องไปกับทิศทางของการพัฒนา ในระยะสั้นและระยะปานกลาง การพัฒนาความรู้ความสามารถในการรองรับกับโครงการต่างๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น การบริหารการปฏิบัติงานด้านการขนส่งในรูปแบบต่างๆ การบริหารการจัดการการปฏิบัติงานในศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาติ การพัฒนาเทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศ ความรู้ความสามารถในภาษาต่างประเทศ เพื่อแข่งขันกับกับการประกอบการของชาวต่างชาติได้ เป็นต้น

โดยเฉพาะการศึกษาในสถาบันการศึกษาให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกับมาตรฐานการศึกษาในระดับนานาชาติ วิธีการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการศึกษาและวิธีคิดที่มีจริยธรรมอย่างเป็นระบบ แสวงหาหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานสามารถพัฒนาความรู้ความสามารถนำไปปฏิบัติได้ดี ให้มีแหล่งเรียนรู้ที่สามารถอำนวยให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้ มีทักษะมากขึ้นด้วยการค้นหาความรู้และปฏิบัติด้วยตนเองมากขึ้น  โดยทุกองค์กรทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ ต้องมีส่วนร่วม ให้ความเอาใจใส่ และเร่งรัดการพัฒนาการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เป็นภาระของสถานศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียว

สรุปโดยรวม การสร้างคนคือการสร้างชาติ หาใช่การสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้าง หรือสาธารณูปโภคแต่เพียงอย่างเดียว เพราะว่าหากคนไม่มีคุณภาพ ประเทศชาติย่อมอ่อนแอ เป็นอุปสรรคในการพัฒนาในระยะยาว หากพัฒนาเศรษฐกิจโดยอาศัยเม็ดเงินจากต่างชาติในการลงทุนอย่างตลอดเวลา ย่อมไม่มีความยั่งยืน ไม่สามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้ การลงทุนจากต่างชาติ ย่อมจะถอนทุนหรือย้ายฐานการลงทุนเมื่อไรก็ได้เช่นกัน เพราะเมื่อเห็นว่าความสามารถในการทำกำไรไม่ดีเพียงพอ ดังนั้น การลงทุนจากต่างชาติเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเพื่อการสร้างงานนั้น ให้ควรยึดถืออยู่ในแผนระยะสั้นและระยะกลาง ส่วนในแผนระยะยาวควรให้คนในชาติสามารถยืนอยู่ด้วยลำแข้งของตนเอง ทั้งด้านการลงทุน และ แรงงาน หากยังยึดถือนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการลงทุนจากต่างชาติเช่น 40-50 ปีที่ผ่านมาโดยไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้คนในชาติอ่อนแอ ความสามารถต่ำ ย่อมก่อให้เกิดการนำเข้าแรงงานในระดับบริหารจนถึงแรงงานไร้ฝีมือเพื่อทดแทนแรงงานในประเทศอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดผลประโยชน์ของประเทศอาจเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงอาจไม่ได้รับประโยชน์ใดๆทั้งในส่วนของการลงทุน หรือ การจ้างงานของคนในท้องถิ่น หรือ คนในประเทศก็เป็นได้

 9.    ภาคเอกชน (Private Organization) องค์กรภาคเอกชนพัฒนาบทบาทของตนเองในการพัฒนาความรู้ความสามารถของผู้ประกอบการ พัฒนาคุณภาพของแรงงาน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การปกป้องคุ้มครองของแต่ละกลุ่มอาชีพในการแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างชาติหรือแรงงานต่างชาติ ในการเผชิญกับสภาวะการค้าเสรีซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 และ การลงทุนเสรีในปี ค.ศ. 2020 ในการกำหนดกติกาการค้า จริยธรรมทางการค้า และมาตรฐานการปฏิบัติระหว่างกันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว  เพื่อใช้ระหว่างกันในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มิใช่เพียงเป็นองค์กรเพื่อเสนอปัญหาให้ภาครัฐแก้ไข หรือ เป็นหน่วยงานประชาสัมพันธ์เท่านั้น สมควรที่กำหนดภาระกิจ หรือ บทบาทของตนเองให้ชัดเจนว่า เรื่องใดเป็นภาระรับผิดชอบของภาครัฐที่ควรรวบรวมนำเสนอพร้อมข้อคิดเห็น เรื่องใดเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการที่ควรประสานงานและบริหารจัดการกันเองในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เช่น การกำหนดกติกาทางการค้า (Rules & Regulations of Trade)  การพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ (Products Development)  การพัฒนาและฝึกอบรมบุคลากร(Human Resource Development) การกำหนดวิธีปฏิบัติงานของตนเองและระหว่างกันเพื่อมาตรฐานที่ดี (Procedures & Standards) มีความรู้ความสามารถในเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) นอกจากนี้ในส่วนที่สำคัญที่สุด องค์กรภาคเอกชน และธุรกิจเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวควรมีความเข้มแข็ง ในการปกป้องพิทักษ์รักษาสินค้าทางการท่องเที่ยวซึ่งเป็นสินค้าของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยส่วนรวม และ ตระหนักถึงผลกระทบในเชิงลบที่จะเกิดขึ้นในชุมชนที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าไปมีบทบาท การบริหารจัดการและบทบาทดังกล่าวย่อมทำให้ภาคธุรกิจเอกชนมีความเข้มแข็งที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ มีจริยธรรม มีมาตรฐาน เพื่อเป็นภูมิคุ้มกัน ที่จะทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตมีคุณภาพสูง และเป็นไปได้อย่างยั่งยืน

                10.   ภาควิชาการ (Academic)

ในช่วงเวลาแห่งสังคมที่ขาดความเป็นเอกภาพทางความคิด และปฏิบัติ ภาควิชาการเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญในการนำเสนอ ดังนั้นสถาบันการศึกษาทั้งหมด ในฐานะภาคีภาควิชาการที่ไม่ยึดติดในผลประโยชน์ สมควรที่จะร่วมมือระหว่างกันที่จะร่วมกัน รวบรวมข้อมูล ความคิดเห็น วิเคราะห์ สรุปผล เพื่อเสนอแนะ วิสัยทัศน์ ทางเลือก แนวทางปฏิบัติ วิธีการ ตามหลักวิชาการ เป็นการกระตุ้นเตือนผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้ความรู้ความคิด กระตุ้นจิตสำนึกในการมีส่วนร่วมของสังคม ด้วยประเด็นสาธารณะต่างๆ ไปสู่ความเคลื่อนไหวของสังคม ก่อให้เกิดความตระหนักถึงความรับผิดชอบของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ การพัฒนาจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น สังคมรับรู้และมีส่วนร่วมคิดพิจารณาในการพัฒนาไปสู่เป้าหมาย

บทส่งท้ายของผู้เขียน               

               ข้อคิดเห็นที่ได้นำเสนอข้างต้น ผู้เขียนทราบดีว่าทุกสิ่งย่อมมีความเจริญและความเสื่อมเป็นธรรมดา แต่หากการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตซึ่งปัจจุบันเป็นเศรษฐกิจหลักเพียงหนึ่งเดียว หากมีความเจริญและเสื่อมลงในระยะเวลาอันสั้น ด้วยมีการพัฒนาอย่างไร้ทิศทางและขาดการบริหารการจัดการอย่างมีวิสัยทัศน์ ก่อให้เกิดความเสื่อมที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว ย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของสังคมและประชาชนในจังหวัดภูเก็ต จึงนับว่าเป็นที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งสำหรับทรัพยากรอันมีค่าที่มีมาแต่เดิม แต่ไม่มีความสามารถในการบริหารจัดการให้มีประโยชน์ต่อสังคมได้ในระยะยาว ผู้เขียนจึงเพียงคาดหวังในการจุดประกายทางความคิด ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสังคมได้พิจารณา แตกหน่อต่อยอดทางความคิด ลงลึกไปสู่แผนปฏิบัติ ขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมอย่างมีกระบวนการ เพื่อให้การท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตมีความยั่งยืนให้มากที่สุดเท่าที่กระทำได้ ดังนั้นเนื่องในโอกาสที่การท่องเที่ยวของประเทศไทย ได้เดินทางมาเป็นระยะเวลาครึ่งศตวรรษ จึงสมควรที่จะทำการทบทวน ประเมินผลของการพัฒนาการท่องเที่ยวในอดีตที่ผ่านมา ว่าการพัฒนาที่ผ่านมานั้นมีจุดอ่อน หรือ ขาดความรู้ความเข้าใจ หรือ ละเลยในเรื่องใดๆบ้าง เพื่อสามารถวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพที่ยั่งยืน มีความเข้มแข็ง เดินทางไปสู่การก้าวพ้นสภาวะของการเรียนผิดเรียนถูก เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ เพราะการเรียนผิดในบางครั้งอาจก่อความเสียหายอย่างมาก และยากลำบากในการแก้ไขให้กลับคืนได้ เช่น สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตในสังคม ดังนั้นหวังว่าการบันทึก การเรียบเรียง ปูมการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต เล่มนี้ คงจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย กับ “การท่องเที่ยวที่จะเป็นวาระแห่งชาติ”

ชาญ วงศ์สัตยนนท์               
11 มิถุนายน 2553              


ภาคผนวก

 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (การท่องเที่ยว)
ตั้งแต่ ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๗ – ๒๕๐๙) จนถึง ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๔)
 



แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ ๑ (ระยะที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๐๗ – ๒๕๐๙ บทที่ ๑๓ รัฐวิสาหกิจและพัฒนาการเศรษฐกิจ
 


งบลงทุนเพื่อการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ

การส่งเสริมกิจการท่องเที่ยว เพื่อที่จะส่งเสริมกิจการท่องเที่ยวให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น ในระยะเวลาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐดำริจะจัดสรรเงินให้องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเป็นจำนวนเงินประมาณ 21.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 ของระยะแรกของแผนพัฒนา (2504-2506)

     ในอดีตการส่งเสริมการท่องเที่ยวมิได้เป็นที่สนใจมากนักที่จะส่งเสริมให้เป็นแหล่งเพิ่มพูนเงินตราต่างประเทศหรือในด้านคุณประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ในระยะเวลาสามปีที่แล้วมาได้เพิ่มความสนใจในด้านการท่องเที่ยวมากขึ้น จะเห็นได้ว่ามีการก่อตั้งองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว บริษัทการบิน และบริษัทการเดินทางท่องเที่ยวขึ้น และเป็นผลทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางสำคัญของการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกไกล จำนวนชาวต่างประเทศที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นจากประมาณ 62,000 คน ในปี 2502 เป็นประมาณ 150,000 คน ในปี 2506 ในระยะเวลาเดียวกันนี้ โรงแรมชั้นหนึ่งได้เพิ่มจำนวนขึ้นจาก 858 ห้อง เป็น 1,687 ห้อง และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อกิจการอุตสาหกรรมได้อนุญาตให้สร้างโรงแรมชั้นหนึ่งอีกประมาณ 1,500 ห้อง เพื่อสนองความต้องการของกิจการท่องเที่ยวซึ่งลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว รายได้เป็นเงินตราต่างประเทศจากการท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้นจากจำนวน 155 ล้านบาท ในปี 2502 เป็นประมาณ 420 ล้านบาทในปี 2506

     อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าการท่องเที่ยวยังเป็นกิจการที่เพิ่งจะได้เริ่มพัฒนาในประเทศไทยและอาจขยายได้อีกมาก นอกจากจะส่งเสริมกิจการโรงแรมและบริการเกี่ยวกับกิจการท่องเที่ยวต่างๆ ให้มีปริมาณและระดับมาตรฐานสูงขึ้นเหมาะแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศแล้ว ยังสมควรที่จะส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศให้ทำการท่องเที่ยวไปชมท้องที่และสถานที่งดงามตามธรรมชาติและในด้านศิลป์ โดยส่งเสริมการจัดตั้งโรงแรมที่พักอาศัยและบริการอื่นๆ ในราคาต่ำให้มีขึ้นทั่วไปในท้องที่ที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเพิ่มความรู้และความสัมพันธ์อันดีงามของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศอีกด้วย กิจการท่องเที่ยวที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาตามแนวทางนี้ย่อมหมายถึงการฝึกฝนและการศึกษาในวิชาชีพต่างๆ ในกิจการท่องเที่ยว อาทิเช่น การโรงแรม การบริการเดินทางและการท่องเที่ยว เป็นต้น

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๒
(พ.ศ. ๒๕๑๐ – ๒๕๑๔) บทที่ ๑๓ การพาณิชย์และบริการ


นโยบาย ส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศให้กว้างขวางและเป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น

เป้าหมาย การส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยเป็นบริการอย่างหนึ่งที่นับวันจะมีความสำคัญต่อกิจกรรมของเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้นเป็นลำดับ ในปัจจุบันนี้การท่องเที่ยวได้นำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นอันดับที่เจ็ดของการค้าขาออก กล่าวคือ ใน พ.. 2507 มีจำนวนประมาณ 400 ล้านบาท และมีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 10–15 ต่อปี

ตารางที่ 3

จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยว

 

ปี

จำนวนนักท่องเที่ยว

รายได้จากนักท่องเที่ยว (ล้านบาท)

รวม

จากโพ้นทะเล

จากประเทศเพื่อนบ้าน

รวม

จากโพ้นทะเล

จากประเทศเพื่อนบ้าน

2504

2505

2506

2507

2508

2509

107,754

103,809

195,076

211,924

244,000

281,000

107,754

130,809

134,271

158,588

175,192

201,000

-

-

60,805

53,336

68,808

79,242

250

310

506

430

522

640

250

310

282

332

384

470

-

-

112

98

138

170

2510

2511

2512

2513

2514

322,000

371,000

426,000

490,000

564,000

241,000

278,000

319,000

367,000

422,000

81,000

93,000

107,000

123,000

142.000

654

752

866

996

1,148

506

582

670

770

886

138

170

196

226

262

ที่มา : สถิติ พ.. 2504–2509 ได้จากกองตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ และสำนักงานสถิติแห่งชาติ

แนวทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีดังนี้

1 ขยายงานโฆษณาและงานเผยแพร่ในต่างประเทศให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยร่วมมือและประสานงานกับบริการเอกชนในด้านนี้และบริษัทการบินต่างประเทศ

2 ปรับปรุงระเบียบการและพิธีการต่างๆ เพื่อจะอำนวยบริการและให้ความสะดวกทุกด้านแก่นักทัศนาจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางเข้าออกทั้งภายในและต่างประเทศ

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๓
(พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๑๙) ส่วนที่ ๒ บทที่ ๑๐ การพาณิชย์และบริการ


นโยบาย

รัฐจะส่งเสริมกิจการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องของเอกชน โดยรัฐจะเป็นผู้จัดสรรสภาพการสิ่งแวดล้อมภายในประเทศเพื่อจูงใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น และจะทำให้นักท่องเที่ยวได้เกิดความพอใจและปลอดภัย พร้อมกันนั้นก็จะได้บำรุงรักษาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีมากขึ้น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เพิ่มมากขึ้น  ตามลำดับ

แนวทางในการพัฒนา

     การส่งเสริมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวได้เจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นธุรกิจที่สำคัญในระยะ 10 ปีที่

ผ่านมา กล่าวคือ ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในส่วนของรัฐและของเอกชน ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้ของชาติ และเป็นการเผยแพร่กิติคุณของประเทศไปพร้อมๆ กัน เมื่อปี 2513 มีนักท่องเที่ยวในประเทศไทยมีจำนวน 628,670 คน นักท่องเที่ยวพักอยู่ในประเทศไทยประมาณ 4.8 วันต่อคน และการมีการใช้จ่ายโดยเฉลี่ยต่อคนประมาณวันละ 28 เหรียญสหรัฐ วัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่าที่ผ่านมาแล้ว ได้แก่ เป็นความพยายามที่จะให้ประเทศไทยเป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เดินทางระยะไกล  เพราะนักท่องเที่ยวทั้งหลายมักจะวางแผนในการท่องเที่ยวที่สำคัญสำหรับนักท่องที่ยวของตนโดยผ่านหลายๆ ประเทศ สำหรับปัญหาในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ  เพื่อให้ความอบอุ่นใจและความสะดวกสบายแก่นักท่องเที่ยวในฐานะเจ้าของบ้านยังไม่ดีเท่าที่ควร และมีแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ยังไม่ได้พัฒนาในด้านนี้ส่วนการดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐ ในด้านการโฆษณาและเผยแพร่เพื่อจูงใจให้มีผู้มาท่องเที่ยวให้มากขึ้นนั้นเป็นมาตรการประการหนึ่ง ซึ่งจะต้องดำเนินการให้ถูกจุด

     ในระยะของแผนฯ ฉบับที่ 3 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยมากขึ้น คือ

ประมาณ 660,000 คน ในปี 2515 จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1 ล้านคน ในปี 2519 เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวพักอยู่ในเมืองไทยเป็นเวลานานและใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องจัดหาบริการต่างๆ ให้เพียงพอ โดยรัฐบาลจะได้ส่งเสริมส่วนราชการและเอกชนให้ทำการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีมากขึ้นทั้งในด้านคุณค่าและปริมาณ พร้อมกับร่วมสร้างบรรยากาศอันอบอุ่นในฐานะเจ้าของบ้านให้แก่นักท่องเที่ยว เช่น การหาที่พัก การแนะนำรายการนำเที่ยวน่าสนใจ ความสะดวกในการเดินทางการจองตั๋วและที่พัก ความสะอาด อนามัย อาหาร การดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและบริการอื่นๆ ที่เป็นการช่วยเหลือ และเอาใจใส่นักท่องเที่ยวให้ได้รับความสุขสบายและพอใจมากที่สุด ส่วนการโฆษณาเผยแพร่เพื่อจูงใจให้ชาวต่างประเทศมาเที่ยวมากขึ้นนั้น ควรให้ความสนับสนุนโดยร่วมมือกับเอกชนให้มากที่สุดที่จะกระทำได้

     หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบโดยตรง ที่จะให้การส่งเสริมเพื่อให้เป็นไปตามแผนการของรัฐ

     ดังกล่าวนี้ ได้แก่ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ซึ่งได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการในการให้การส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2503 ปัจจุบันมีสำนักงานตั้งอยู่ภายในประเทศ 5 แห่ง และในต่างประเทศ 2 แห่ง คือ ที่นิวยอร์ค และที่ลอสแอนเจลิสสหรัฐอเมริกา การดำเนินการส่งเสริมการท่องเที่ยวในระยะของแผนฯ ฉบับที่ 2 มุ่งลงทุนส่งเสริมการขาย โดยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในตลาดท่องเที่ยวเพื่อจูงใจให้ชาวต่างประเทศมาเที่ยวมากขึ้นเป็นส่วนใหญ่ในระยะของแผนนี้จะต้องคำนึงถึงมาตรการอื่นๆ เข้าประกอบด้วย

     ในระยะของแผนฯ ฉบับที่ 3 นี้ รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ดังนี้

     สำรวจและจัดทำแผนหลักการพัฒนาการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยขึ้น เพื่อให้

แล้วเสร็จโดยด่วน

     2.ประสานงานและส่งเสริมส่วนราชการและเอกชน เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ

ให้เป็นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น ทั้งนี้ จะได้ทำการสำรวจและกำหนดที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว  พร้อมกับศึกษารายละเอียดของแต่ละแห่ง แล้วทำโครงการตลอดวิธีการส่งเสริมการพัฒนาสถานที่กำหนดโดยดำเนินการตามแผนเป็นปีๆ ไป

     3.  ประสานงานและแก้ไขข้อบกร่องและข้อบังคับที่ล้าสมัยต่างๆ ที่มีอยู่เกี่ยวกับการบริการ

ท่องเที่ยวโดยรีบด่วน โดยเฉพาะระเบียบการที่ทำความระอาใจ

     4. ให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวอย่างเพียงพอ

     5.ส่งเสริมและริเริ่มในการตบแต่งบริเวณให้งดงาม การรักษาความสะอาด ส่งเสริมการจัด

สถานที่พักผ่อน เช่น สวนดอกไม้ สวนสาธารณะ สถานที่เดินเล่น (Promenade)

     6.สนับสนุนและให้ความร่วมมือแก่วิสาหกิจบริการของเอกชน ตลอดทั้งคำแนะนำในด้านนี้แก่

นักท่องเที่ยว เช่น สมาคมโรงแรม และสมาคมบริการนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการโฆษณาเผยแพร่ เพื่อจูงใจให้มีผู้มาท่องเที่ยวมากขึ้น ทั้งนี้ รวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่มัคคุเทศก์และบริการของบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างๆ ด้วย

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๔
(พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๔) ส่วนที่ ๓ บทที่ ๔ การส่งเสริมการท่องเที่ยว


 

การส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในช่วงระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยยังคงเพิ่มสูงขึ้นในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี แต่ต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยร้อยละ 22 ในระยะของแผน-พัฒนาฯ ฉบับที่ 2 เนื่องจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก และความไม่สงบภายในประเทศเอง อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยในช่วงระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 3 ก็ยังมีจำนวนโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 1 ล้านคน และสูงเป็นอันดับที่ 3 ของประเทศในภูมิภาคนี้ การท่องเที่ยวเป็นแหล่งที่มาของรายได้เข้าประเทศถึงประมาณปีละ 4 พันล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับ  4 เมื่อเทียบกับรายได้จากการส่งออกอื่นๆ

1 นโยบาย

นโยบายในการเร่งรัดการพัฒนาบริการท่องเที่ยวในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 รัฐจะให้ความสำคัญในด้านการเพิ่มรายได้ในรูปเงินตราต่างประเทศจากการท่องเที่ยวให้สูงขึ้นเพื่อช่วยลดภาระการขาดดุลการค้าและดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ

2   ปัญหา

ในระยะเวลาที่ผ่านมามีปัญหาสำคัญๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวและสมควรต้องได้รับการแก้ไขดังต่อไปนี้

2.1 ปัญหาการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

(1) สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งมีอยู่เดิม เช่น พัทยา ตลาดน้ำวัดไทร
ได้เสื่อมโทรมลงไปอย่างรวดเร็วโดยมิได้รับการพัฒนาอย่างจริงจัง มีบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จำกัด และขาดการอนุรักษ์วัฒนธรรม ธรรมชาติ และสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

(2) ขาดการวางแผนพัฒนาโดยมีเป้าหมายที่แน่นอนเพื่อเป็นแนวทาง
ในการปฏิบัติทั้งภาครัฐบาลและเอกชนในส่วนที่เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งใหม่ ซึ่งอยู่ในความสนใจของนักลงทุน เช่น ภูเก็ต เพื่อป้องกันปัญหาความเสื่อมโทรมและแออัดที่จะเกิดขึ้นเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม

(3) นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวไปยังแหล่งต่างๆ แหล่งท่องเที่ยวไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานรองรับอย่างเพียงพอ เช่น หาดใหญ่มีสนามบินซึ่งสายการบินนานาชาติไปลงแห่งละเพียงสายเดียว คือ มาเลเซียแอร์ไลน์ เพราะสนามบินเล็กเครื่องบินขนาดใหญ่ไม่สามารถลงจอดได้ หรือ เช่น ที่พัทยายังไม่มีระบบประปาใช้ ระบบระบายน้ำเสียและการวางผังเมือง เป็นต้น

 2.2 ปัญหาการควบคุมมาตรฐาน และจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยว 

ถึงแม้ประเทศไทยจะเป็นที่ยอมรับกันว่ามีบริการของโรงแรมในกกลุ่มที่เป็นอันดับหนึ่งของโลกก็ตาม แต่ยังมีปัญหาในด้านมาตรฐานและจัดระเบียบของธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างๆ ทั้งธุรกิจโรงแรม บริษัทนำเที่ยว ร้านค้าของที่ระลึก มัคคุเทศก์ เป็นต้น ตลอดจนขาดแผนพัฒนาธุรกิจต่างๆ อย่างแน่ชัด ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างรุนแรง และมีบริการที่หลอกลวงนักท่องเที่ยวเกิดขึ้นมาก เพราะไม่มีหน่วยราชการใดที่รับผิดชอบและติดตามผลงานโดยตรง อำนาจหน้าที่ขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวมีอยู่ในขอบเขตที่จำกัด ไม่สามารถควบคุมการเปิดกิจการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ ตลอดจนปัจจุบันยังขาดกฎหมายควบคุมระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในลักษณะอำนวยความสะดวก สร้างความพึงใจ ให้ความยุติธรรมและปลอดภัยในการใช้บริการต่างๆ แก่นักท่องเที่ยวได้

ปัญหาการยกระดับมาตรฐานกำลังคนในธุรกิจโรงแรม

การขยายตัวหรือการผลิตแรงงานของผู้ปฏิบัติงานธุรกิจโรงแรมไม่ได้สัดส่วนกับการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กำลังคนในธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่เกิดจากความชำนาญ และการฝึกงานภายในโรงแรมเอง จากผู้ที่สำเร็จการศึกษาสาขาต่างๆกัน ถึงแม้จะมีสถาบันการศึกษาบางแห่งเปิดหลักสูตรวิชาการเกี่ยวกับธุรกิจการท่องเที่ยวและโรงแรมก็ตาม แต่อยู่ในระดับที่จะเป็นพนักงานบริการในโรงแรมเท่านั้นมิได้มีสถาบันใดที่มีการฝึก และให้ความรู้ถึงขนาดที่จะเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้ จึงทำให้กำลังคนที่เป็นคนไทยอยู่ในขอบเขตที่จำกัด เมื่อธุรกิจโรงแรมขยายตัวขึ้นย่อมเกิดความต้องการเจ้าหน้าที่ระดับสูงและเกิดปัญหาการซื้อตัวเจ้าหน้าที่กันอยู่เสมอ

2.4ปัญหาเรื่องความปลอดภัยเกี่ยวกับชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว

(1) นักท่องเที่ยวจะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ที่ตัดสินใจในการที่จะมาท่องเที่ยว เหตุการณ์ที่วุ่นวายที่เกิดขึ้นกับประเทศรอบๆ บ้าน เป็นเรื่องที่ไม่อยู่ในขอบเขตที่จะแก้ไขได้ แต่ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ซึ่งนักท่องเที่ยวประสบอยู่เสมอจากการถูกชิงทรัพย์ ถูกทำร้ายร่างการเพื่อชิงทรัพย์ในย่านชุมชน ถูกล่อลวงโดยไกด์ผี การซื้อของปลอมจากร้านขายของที่ระลึก การถูกล่อลวงในการท่องเที่ยวทางน้ำ ตลอดจนทรัพย์สินที่หายไปจากกระเป๋าเดินทางในช่วงขนขึ้นลงเครื่องที่สนามบิน เป็นเรื่องที่ถูกร้องเรียนอยู่เสมอ ประกอบกับประเทศผู้แข่งขันมักจะออกข่าวเกินความเป็นจริงถึงความไม่ปลอดภัยที่จะเกิดขึ้นถ้ามาท่องเที่ยวเมืองไทย และการแถลงข่าวของนักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์เอง ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยและเปลี่ยนเส้นทางไม่แวะลงท่องเที่ยวทั้งๆ ที่เหตุการณ์ต่างๆ เมื่อเทียบกันกับประเทศอื่นแล้ว ประเทศไทยนับว่ายังอยู่ในสภาวะที่ดีและปลอดภัยกว่า

(2) ระเบียบพิธีการในการแจ้งความและดำเนินคดีต้องใช้เวลา นักท่องเที่ยวไม่สามารถอยู่ชี้ตัวผู้ต้องหาได้ เนื่องจากมีจำนวนวันพักจำกัด ตามเวลาที่ได้จัดไว้แล้วทำให้ไม่สามารถลงโทษผู้ต้องหาได้ เพราะไม่มีเจ้าทุกข์ ก่อให้เกิดความได้ใจในการชิงทรัพย์จากนักท่องเที่ยวเป็นการเฉพาะ

 

2.5ปัญหาหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวของรัฐ  

องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทที่ไม่มีรายได้จากการดำเนินงานของตนเอง งบประมาณในการบริหารและดำเนินงานขึ้นอยู่กับงบประมาณที่ได้รับ และเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดเล็กเมื่อเทียบกับภาระงานด้านการท่องเที่ยวที่กว้างขวาง และการที่จะพัฒนาการท่องเที่ยวในอนาคต ปัจจุบันทำหน้าที่แต่เพียงส่งเสริมและโฆษณานักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเป็นหลัก ไม่มีอำนาจในการควบคุมธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าไปจัดการได้ เพราะมิได้เป็นส่วนราชการโดยตรง จึงปรากฏว่ายังไม่ได้รับความร่วมมือและการประสานงานจากส่วนราชการต่างๆ และธุรกิจเอกชนเท่าที่ควร

3 เป้าหมาย

เมื่อคำนึงถึงนโยบายดังกล่าวข้างต้นเห็นสมควรกำหนดเป้าหมายให้มีนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 11 หรือเพิ่มจาก 1.4 ล้านคนในปี 2520 เป็น 2.2 ล้านคน ในปี 2524 มีจำนวนวันพักเฉลี่ยเพิ่มจาก 4.9 วัน เป็น 5.5 วัน ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวแต่ละคนในหนึ่งวันเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 หรือเพิ่มขึ้นจาก 800 บาท เป็น 966 บาท ทำให้มีรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งจะกระจายไปยังธุรกิจต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยร้อยละ 19 หรือเพิ่มขึ้นจาก 5,500 ล้านบาท เป็น 11,700 ล้านบาท

4 แนวทางและมาตรการในการดำเนินงาน

4.1 ในการส่งเสริมการท่องเที่ยว

(1)  เผยแพร่และโฆษณาในตลาดการท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิม และในตลาดใหม่ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นตลาดการท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และฝรั่งเศส

(2)  โฆษณาและชักจูงให้มีการจัดประชุมนานาชาติในประเทศไทย
ในสาขาต่างๆ จากต่างประเทศให้มากขึ้น ตลอดจนจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่ในการจัดประชุมให้สัมพันธ์กับขนาดของการประชุมที่จะมีขึ้น

(3) สนับสนุนให้คนไทยนิยมท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น

(4) พัฒนาระบบการขนส่งเพื่อเพิ่มการทัศนาจรทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ

(5) ให้ความสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางบกระหว่างประเทศในกลุ่มเอเซียอาคเนย์ เช่น ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์

 4.2 ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

(1) จัดลำดับความสำคัญและความเหมาะสมในการพัฒนาแหล่ง
ท่องเที่ยวที่มีอยู่เดิมและที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ โดยแบ่งเขตของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีศูนย์การท่องเที่ยวและมีเมืองท่องเที่ยวที่เป็นบริวาร เพื่อให้สามารถเดินทางท่องเที่ยวเป็นวงรอบในแต่ละภาค

(2) กำหนดให้มีการวางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะแห่ง ที่มีอยู่เดิมและมีลำดับความสำคัญสูง ทั้งในแง่ความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวและความเร่งด่วนของปัญหา โดยให้แผนพัฒนาดังกล่าวครอบคลุมถึงการจัดทำรายละเอียดของแผนงานด้านการใช้ที่ดิน การรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การควบคุมแผนการก่อสร้างอาคาร การวางผังเมือง การลงทุนของเอกชนและรัฐบาลในด้านปัจจัยขั้นพื้นฐาน โดยให้การดำเนินงานอยู่ในขอบเขตที่จำกัด และสอดคล้องกับการพัฒนาภาคและเมืองโดยเฉพาะที่พัทยา ภูเก็ต และสงขลา-หาดใหญ่ ซึ่งจะต้องเริ่มดำเนินการอย่างเร่งด่วน ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่อยู่ตามเขตต่างๆ จะมีการสำรวจทางกายภาพเบื้องต้นเพื่อพิจารณาจัดลำดับความสำคัญในการจัดทำแผนขั้นรายละเอียดที่จะทำการพัฒนาต่อไป

(3) กำหนดหลักการในการปฏิบัติงานตามแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเฉพาะแหล่งขึ้นให้สอดคล้องกับการพัฒนาในสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยจัดให้มีหน่วยงานขึ้นโดย-เฉพาะเพื่อรับผิดชอบในการดำเนินงานพัฒนาตามแผน และให้การปฏิบัติงานสอดคล้องสัมพันธ์กับการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ซึ่งจะได้มีการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดของแต่ละจังหวัดขึ้นด้วย

(4)  ให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาการท่องเที่ยวทั้งในด้านการลงทุน เพื่อจัดสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม และประเพณีของท้องถิ่นตลอดจนผลิตผลที่เป็นสินค้าพื้นเมืองในท้องถิ่นนั้นๆ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนาการท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง โดยสนับสนุนให้มีสถาบันหรือสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวขึ้นในแต่ละภูมิภาคหรือท้องถิ่นเพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องและประสานงานกับการดำเนินงานในส่วนของรัฐ

5 ในการจัดรูปธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

5.5.1 ปรับปรุงหน่วยงานส่งเสริมการท่องเที่ยวให้สามารถควบคุมธุรกิจ
ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างๆ ได้ และสามารถปฏิบัติงานให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อการนี้จำเป็นต้องปรับปรุงอำนาจหน้าที่ของ อ... ให้สามารถดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ที่เปลี่ยนแปลงได้ด้วยการเปลี่ยนฐานะ อ...
จากรัฐวิสาหกิจเป็นส่วนราชการ และจัดตั้งบรรษัทพัฒนาการท่องเที่ยวขึ้น เพื่อจัดวางโครงการและลงทุนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นในด้านการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานต่างๆ เป็นสำคัญ

5.5.2   เพื่อเป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับ
การท่องเที่ยวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะจัดให้มีกฎหมายแม่บทของการท่องเที่ยวขึ้นโดยเฉพาะ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการลงทุนและการดำเนินงานของโรงแรม บริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ ธุรกิจการขนส่ง ตลอดจนร้านค้าของที่ระลึก

5.5.3   ส่งเสริมการรวมตัวของเอกชนเพื่อความคล่องตัวในการประสาน-งานกับหน่วยงานของรัฐ และให้การดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวที่กำหนดขึ้นเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวโดยส่วนรวม

6 ในการยกมาตรฐานกำลังคนในธุรกิจท่องเที่ยว

กำลังคนในธุรกิจการท่องเที่ยวต่างๆประกอบด้วยผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยตรงและผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับการท่องเที่ยวทางอ้อมที่สำคัญและให้บริการแก่นักท่องเที่ยวโดยตรงที่สุด คือ กำลังคนในธุรกิจโรงแรมและมัคคุเทศก์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะขยายตัวเพื่อรับนักท่องเที่ยวในอนาคต สำหรับกำลังคนในธุรกิจโรงแรมปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 22,200 คน และประมาณว่าในช่วงระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 จะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 11,000 คน ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จึงจะมีการวางแผนเพื่อพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการ

นอกเหนือจากการฝึกอบรมของสถาบันต่างๆ ซึ่งเน้นหนักทางภาคทฤษฎีแล้วจะวางโครงการเพื่อจัดให้มีโรงเรียนธุรกิจโรงแรมขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อเปิดบริการด้วยการใช้นักศึกษาเป็นเจ้าพนักงานทั้งสิ้น โดยรับนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ เข้าฝึกภาคปฏิบัติทั้งงานระดับบริหารและระดับเจ้าพนักงาน เพื่อผลิตกำลังคนให้ได้มาตรฐานและให้สอดคล้องกับความต้องการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด การขยายตลาดและบุกเบิกตลาดการท่องเที่ยวใหม่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นด้วยการเผยแพร่  บริการข่าวสาร  การยกมาตรฐานธุรกิจและกำลังคนที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ได้เน้นหนักในการอนุรักษ์การจัดให้มีแหล่งท่องเที่ยวขึ้นใหม่  และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมในส่วนภูมิภาคทั้งระบบภาค  จังหวัด และเมืองบริวาร 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๕
(พ.ศ. ๒๕๒๕ – ๒๕๒๙) ส่วนที่ ๓  บทที่ ๕  แผนการปรับโครงสร้างการค้าต่างประเทศและบริการ


  การพัฒนาการท่องเที่ยว

 1 สรุปผลการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ผ่านมา ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 การขยายตัวของการท่องเที่ยวอยู่ในอัตราที่สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจส่วนรวม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศสูงถึง 1.85 ล้านคน ในปี 2523 และมีรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศประมาณ 17,800 ล้านบาทในปีเดียวกันซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเฉลี่ย 11,700 ล้านบาทที่กำหนดไว้ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 ลักษณะการเติบโตของการท่องเที่ยวที่ผ่านมาได้กระจายออกไปสู่แหล่งท่องเที่ยวในส่วนภูมิภาคมากขึ้น ได้มีการลงทุนในกิจการโรงแรมในส่วนภูมิภาคที่สำคัญๆ ไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านบาท นอกจากนั้นรัฐได้ส่งเสริมสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานในแหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการลงทุนของภาคเอกชนแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้การควบคุมการลงทุนมีปัญหาอีกทั้ง กฎหมายของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่มีอยู่ยังไม่มีอำนาจในการควบคุมรักษาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ต้องอาศัยกฎหมายของหน่วยงานอื่น ซึ่งไม่ทันกับการขยายตัวในด้านการท่องเที่ยว และได้ผลเสียให้แก่สภาพแวดล้อมทั่วไปของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ถึงแม้ว่าการขยายกิจการบริการท่องเที่ยวทำให้ความต้องการกำลัง-คนที่มีมาตรฐานเพิ่มขึ้น แต่การฝึกอบรมยังมีอยู่น้อยและถึงแม้รัฐจะได้ตั้งสถาบันฝึกอบรมวิชาการโรงแรมและท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นก็ยังไม่ทันความต้องการของตลาด

 2 ประเด็นปัญหาการท่องเที่ยว มีดังต่อไปนี้

(1)  ปัญหาการบำรุงรักษาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการไม่สามารถควบคุมการใช้ที่ดินและการก่อสร้างในแหล่งท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ได้ นอกจากนั้นยังขาดการลงทุนปัจจัยพื้นฐานในแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง

(2)  ปัญหาการพัฒนาด้านการบริการท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว และขาดการจัดระเบียบธุรกิจการท่องเที่ยว ตลอดจนปัญหาขาดกำลังคนด้านบริการที่มีมาตรฐานเพียงพอ

 3 เป้าหมายการพัฒนาการท่องเที่ยว ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 มีดังนี้

(1)  ขยายจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 8.5 ต่อปี

(2)  ขยายวันพักของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเฉลี่ยคนละ 5.1 วันในปี 2525 เป็น 5.5 วันในปี 2529

(3)  กำหนดให้รายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 21.5 ต่อปี คิดเป็น
รายได้ประมาณ 50,000 ล้านบาท ในปี 2529

 4 นโยบาย เพื่อสนองตอบเป้าหมายการขยายตัวด้านการท่องเที่ยวในอนาคต รัฐมีนโยบายทางการท่องเที่ยว ดังต่อไปนี้

(1)  ส่งเสริมและชักจูงให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเดินทางสู่ประเทศไทยมากขึ้น และให้มีการเดินทางท่องเที่ยวนานวันและใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทยจะดำเนินมาตรการชะลอการเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศให้น้อยลง เพื่อเป็นการสงวนเงินตราต่างประเทศ

(2)  และจะเร่งส่งเสริมให้คนไทยหันมาท่องเที่ยวภายในประเทศแทน

(3) ส่งเสริมการลงทุนทั้งภาครัฐบาลและเอกชน เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทั้งที่มีอยู่แล้ว และพัฒนาใหม่ให้สอดคล้องกัน

(4)  สนับสนุนภาคเอกชนลงทุนด้านบริการท่องเที่ยวให้มีต้นทุนไม่สูงและสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ รวมทั้งการสร้างความมั่นใจและความปลอดัยต่อชีวิตและทรัยพ์สินของนักท่องเที่ยว

 5 มาตรการ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายและนโยบายที่กำหนดไว้ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 5 มีมาตรการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สำคัญ ดังนี้

5.1 การบำรุงรักษาและพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นที่ดึงดูดแก่นักท่องเที่ยวมากขึ้น
จะดำเนินการ

(1)   ปรับปรุงพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พ.. 2522 ให้มีขอบเขตอำนาจในการควบคุมการใช้ที่ดินและการก่อสร้างในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้ประกาศเอาไว้ แต่ในระหว่างการแก้ไขก็ให้ใช้อำนาจกฎหมายอื่นไปพลางก่อน นอกจากนั้นต้องพิจาณาแหล่งเงินทุนและเร่งรัดให้มีการลงทุนในกิจการพื้นฐานที่จำเป็นตามที่กำหนดไว้ในแผนแม่บทของแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

(2)    จัดทำแผนและลำดับความสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวทุกๆ ภาคอย่างเป็น
ขั้นตอน และมีรายละเอียดปฏิบัติอย่างชัดเจนตลอดจนกำหนดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานที่ทำไปแล้ว

               5.2 พัฒนาบริการท่องเที่ยวเพื่อทำให้การแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยดีขึ้นโดยจะ ดำเนินการ

(1)   ให้ความคุ่มครองป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยการส่งเสริมงานตำรวจเฉพาะกิจเพื่อ
ปราบปรามป้องกันและดำเนินการให้ความสะดวกในเรื่องคดีแก่นักท่องเที่ยวให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

(2)    ปรับปรุงพระราชบัญญัติการท่องเที่ยวให้มีอำนาจควบคุมและจัดระเบียบธุรกิจ เพื่อป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทำลายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และให้มีการประสานงานระหว่างภาครัฐบาลและเอกชนในการปรับปรุงงานบริการ และอำนวยความสะดวกแก่การท่องเที่ยวให้มีมาตรฐานและเพียงพอ

(3)   เร่งรัดให้มีการพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกระดับอย่างมี
มาตรฐานและพอเพียง เพื่อลดแรงงานจากต่างประเทศโดยเฉพาะในระดับบริการ

                5.3 การส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อชักจูงใจให้นักท่องเที่ยวทั้งต่างประเทศและในประเทศเที่ยวในเมืองไทยมากขึ้น จะดำเนินการ

(1)   ปรับปรุงเทคนิคและวิธีการด้านการส่งเสริมการตลาดให้ทันสมัย ตลอดจนการวางกกลไกการบริหารให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมรับผิดชอบมากขึ้นและทุกขั้นตอน ตั้งแต่การหาความรู้ ความเข้าใจ การวางแผนและขั้นปฏิบัติดำเนินงานด้านการตลาด

(2)   จัดการเผยแพร่ให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้เกิดความรักและหวงแหนในทรัพยากรที่มี
คุณค่าต่อการท่องเที่ยว

(3)  จัดให้มีศูนย์ประสานและติดตามข่าวที่จะมีผลกระทบกระเทือนต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด โดยให้เอกชนและสถาบันสื่อมวลชนมีส่วนร่วมอย่าง
ใกล้ชิด

(4)  ใช้มาตรการชะลอการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศของคนไทย เพื่อป้องกันการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ และชักชวนให้คนไทยเที่ยวในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องปรับปรุงกิจการสาธารณะ เช่น รถไฟ รถโดยสาร ให้สะดวกเพื่อให้นักท่องเที่ยวมาใช้บริการดังกล่าว เป็นการสนับสนุนการประหยัดพลังงาน

 

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๖
(พ.ศ. ๒๕๓๐ – ๒๕๓๔) บทที่ ๔ การกระจายการผลิตและบริการ


 

แนวทางการพัฒนา

แนวทางการพัฒนาการบริการในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 จะเน้นการบริการเฉพาะด้าน ดังนี้คือ

การท่องเที่ยว

(1) การบริการประเภทนี้ ยังคงมีบทบาทสำคัญในระยะของแผน
พัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ทั้งในแง่ของการนำมาซึ่งรายได้เงินตราต่างประเทศ และการสร้างงาน จากการประมาณการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในปี 2534 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 นั้น นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนกว่า 3.7 ล้านคน และประมาณว่าการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศและในประเทศจะสามารถสร้างงานได้เพิ่มขึ้นอีกไม่น้อยกว่า 150,000 คน

(2)  แนวทางการพัฒนาการบริการท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ

(2.1) กิจกรรมด้านการตลาด

กิจกรรมการตลาดการท่องเที่ยวนั้น จะให้ความสำคัญในเรื่องการเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านการตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาวิจัยตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายเวลาพำนักของนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวประเภทที่มีคุณภาพ คือ นำเงินมาใช้จ่ายในประเทศไทยสูง

             (2.2)  กิจกรรมกระจายการผลิตและการบริการท่องเที่ยว

เน้นการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรการท่องเที่ยว ปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับการท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาค สนับสนุนให้มีแผนพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในภูมิภาคและระดับจังหวัด ปรับปรุงรูปแบบและคุณภาพของสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านและของที่ระลึกในแหล่งท่องเที่ยว รวมทั้งสนับสนุนการจัดให้มีสถานีบริการผู้โดยสารขาออกทางอากาศในเมือง (City Air Terminal) เพื่อรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวในระยะต่อไป

 

 

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗
(พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๓๙) บทที่ ๓ การพัฒนาอุตสาหกรรมการค้าและบริการ


การท่องเที่ยว

(1) ดำเนินการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียตะวันออก-เฉียงใต้

(1.1) ร่วมมือกับประเทศในอาเซียนเพื่อพัฒนาวงจรท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น โดยเน้นการร่วมมือทางการตลาดแทนการแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาคนี้

(1.2) กำหนดแนวทางสนับสนุนให้ไทยเป็นประตูทางออกสู่การพัฒนาวงจรท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศอินโดจีนและประเทศเพื่อนบ้าน

(1.3) สนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนในการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวประเภทใหม่ๆ เพื่อเพิ่มจุดดึงดูดความสนใจนอกจากอาศัยแหล่งธรรมชาติและแหล่งศิลปวัฒนธรรม เช่น การท่องเที่ยวทางทะเลและแม่น้ำ การท่องเที่ยวเพื่อการกีฬาและสุขภาพ การประชุมและการแสดงสินค้านานาชาติ

(2) อนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในแหล่งท่องเที่ยว

(2.1) ให้มีแผนแม่บทเพื่อพัฒนาฟื้นฟูสภาพแหล่งท่องเที่ยวและระบบสาธารณูปโภคบริการพื้นฐานต่างๆ ทั้งในแหล่งท่องเที่ยวหลักและแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่มีศักยภาพในระบบเดียวกับการพัฒนาเมืองหลัก ได้แก่ เมืองพัทยา ภูเก็ต เชียงใหม่ หาดใหญ่ ชะอำ-หัวหิน เชียงราย เกาะสมุย/สุราษฎร์ธานี กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา และพื้นที่อีสานตอนล่าง

(2.2) นำมาตรการทางกฎหมายควบคุมอาคารผังเมือง อุทยานแห่งชาติและโบราณสถานมาใช้กำกับการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อกิจกรรมต่างๆ ของธุรกิจเอกชนในบริเวณรอบๆ แหล่งท่องเที่ยว เพื่อป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการลงทุนประกอบการของธุรกิจต่างๆ

(2.3) สนับสนุนองค์กรของรัฐ ภาคเอกชนและประชาชนในระดับท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหาร บูรณะจัดการทรัพยากรธรรมชาติและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ เช่น น้ำตก เกาะและหาดทราย ตลอดจนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปกรรม เช่น โบราณสถาน แหล่งประวัติศาสตร์ เป็นต้น

(2.4) สนับสนุนบทบาทของภาคเอกชนให้เข้ามามาส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มากขึ้น พร้อมกับการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการลงทุนของภาคเอกชน โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพื่อสนับสนุนการพัฒนาวงจรท่องเที่ยวในภูมิภาค

(2.5) เพิ่มประสิทธิภาพการบริการด้านสาธารณูปโภค สาธารณูปการ โดยมุ่งการใช้ประโยชน์ในระยะยาวและความปลอดภัยของนัก
ท่องเที่ยว รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายต่างๆ เพื่อคุ้มครองนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการอยู่ในกรอบไม่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว จนเกิดภาพพจน์ทางลบต่อประเทศโดยส่วนรวม


(3) พัฒนาและยกระดับคุณภาพกำลังคนด้านการท่องเที่ยว


(3.1)  ขยายการผลิตกำลังคนทั้งในระดับอุดมศึกษาและวิชาชีพให้ได้ปริมาณ และมีคุณภาพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดของธุรกิจท่องเที่ยวทั้งในส่วนกลางและในส่วนภูมิภาค

(3.2)  สนับสนุนภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนผลิตและฝึก
อบรมกำลังคนด้านต่างๆ ให้มีคุณภาพมาตรฐานการบริการในระดับสูง พร้อมทั้งปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การพัฒนากำลังคนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะแก้ไข
พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2478 เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้โรงแรมที่มีมาตรฐานสูงเป็นสถานที่ผลิตและฝึกอบรมได้มากขึ้น
 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ ๘
(พ.ศ. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๔) ส่วนที่ ๕ พัฒนาสมรรถนะทางเศรษฐกิจ บทที่ ๓


 

 การเพิ่มขีดความสามารถในสาขาบริการ

    (1) พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว โดยการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ให้คงไว้ซึ่งความมีเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ ความเป็นธรรมชาติ ความสะอาด ความปลอดภัย ตลอดจนพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทางด้านการท่องเที่ยวให้มีเพียงพอ

    (2) ส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพจากต่างประเทศให้มีช่วงพำนักในประเทศไทยนานขึ้น และให้มีบริการด้านแหล่งจับจ่ายใช้สอยสำหรับนักท่องเที่ยว รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศและปลูกฝังจิตสำนึกในการเป็นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ มีความรักและหวงแหนในทรัพยากรแหล่งท่องเที่ยวให้กับคนไทย

    (3) ร่วมมือกับกลุ่มประเทศอาเซียนและอินโดจีนเพื่อพัฒนาวงจรการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนและอินโดจีน โดยใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดร่วมกัน

    (4) พัฒนาโครงข่ายการคมนาคมและโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานระหว่างเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวในแต่ละภูมิภาคให้เชื่อมโยงกับเมืองอื่นๆ ในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน

    (5) พัฒนาธุรกิจประกันภัยให้พร้อมรับการเปิดเสรีด้านบริการประกันภัย สามารถเป็นแหล่งระดมเงินออมของประชาชนและสนับสนุนการขยายตัวด้านการค้าและการลงทุน โดย

พัฒนาการขนส่งทางอากาศ ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค

   (1) ก่อสร้างท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งที่สองให้เปิดบริการได้ภายในช่วงของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 ตลอดจนพัฒนาระบบเชื่อมโยงการขนส่งต่างๆ ระหว่างเมืองกับสนามบินให้มีความสะดวกเพื่อให้สนามบินแห่งใหม่เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศของภูมิภาคที่สมบูรณ์

   (2) ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของสนามบินอู่ตะเภา

   (3) ส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการจัดตั้งสายการบินแห่งชาติเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการแก่ประชาชน ตลอดจนวางแผนและส่งเสริมการเปิดเส้นทางการบินใหม่ทั้งของภาครัฐและเอกชนที่มีความเป็นไปได้ให้เชื่อมเมืองสำคัญของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

   (4) พัฒนาสนามบินภายในประเทศแห่งใหม่เพิ่มขึ้นตามความจำเป็นและเหมาะสม พร้อมไปกับการพัฒนาระบบโครงข่ายขนส่งทางบกเชื่อมโยงสนามบินใหม่กับชุมชนขนาดใหญ่โดยรอบเพื่อให้สนามบินสามารถบริการประชาชนได้เป็นกลุ่มจังหวัด

   (5) เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการต่างๆ แก่ผู้โดยสารในการเดินทางเข้าออกจากท่าอากาศยาน ให้เกิดความสะดวกต่อประชาชนและได้มาตรฐานสากล

   (6) ประสานความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการพัฒนากิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางอากาศในภูมิภาค ได้แก่ กิจกรรมการท่องเที่ยว การจัดประชุมนานาชาติ และกิจกรรมการกีฬาระหว่างประเทศ

ปรับบทบาทของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ ตลอดจนเป็นแกนกลางในการแก้ไขปัญหาของธุรกิจการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ และให้หน่วยงานในท้องถิ่นสร้างกลไกการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยวในระดับพื้นที่เพื่อระดมความร่วมมือจากประชาชนและชุมชนในท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว

 

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๙
(พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๙) ส่วนที่ ๔  บ ท ที่ 
ยุทธศาสตร์การเพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


     ในด้านบริการ แม้ว่าการท่องเที่ยวจะเป็นแหล่งทำรายได้และการจ้างงานที่สำคัญ แต่็ได้ส่งผลกระทบในเชิงลบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมหลายประการ อาทิ ความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมทั้งวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนท้องถิ่นที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ธุรกิจบริการที่ต่อเนื่องกับการท่องเที่ยว ยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านบริการการท่องเที่ยวที่ไม่เพียงพอและขาดคุณภาพ การเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนภาพพจน์ด้านลบของประเทศด้านยาเสพติดและโสเภณีเด็ก

     การสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมอย่างยั่งยืน ในส่วนการเพิ่มสมรรถนะและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๙ จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างการผลิตและการค้าของประเทศให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันในการที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนของการผลิตและการตลาด ในขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงการผสมผสานและความสอดคล้องกับหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยการสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการเพิ่มผลผลิตอย่างเป็นขบวนการในระดับชาติ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในกระบวนการทำงาน การแบ่งปันประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายในสังคม สนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้สามารถพึ่งพาตนเอง รวมถึงการรับถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากธุรกิจขนาดใหญ่ โดยผสมผสานภูมิปัญญาไทยกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ การพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง และการปรับปรุงประสิทธิภาพ คุณภาพและความรวดเร็วของบริการโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่ไปกับการพัฒนาความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจและสังคมเพื่อบรรลุผลประโยชน์ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้าน

๑. วัตถุประสงค์

เพื่อให้ประเทศมีรากฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และกระจายผลสู่ประชาชนทั้งในเมืองและชนบทอย่างทั่วถึง
สามารถวางรากฐานให้คนไทยมีความพร้อมด้านทุนทางปัญญาในการก้าวเข้าสู่เงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไปของโลกและประเทศได้อย่างเชื่อมั่น เห็นควรกำหนดวัตถุประสงค์ การพัฒนา ดังนี้


๑.๑ พัฒนาสมรรถนะและขีดความสามารถการแข่งขันในระดับประเทศ ระดับวิสาหกิจและหน่วยผลิตพื้นฐาน โดยการปรับโครงสร้างของภาคการผลิต ทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ บนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการเพิ่มผลผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้า ที่มุ่งเน้นการพัฒนาในเชิงคุณภาพควบคู่ไปกับการกระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง

๑.๒ สร้างความเชื่อมโยงและความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจภายในประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยการวางรากฐานและสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจเสรี นำไปสู่การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

๒ เป้าหมาย

รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉลี่ยร้อยละ ๗-๘ ต่อปี และให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๓ ต่อปี


๓ แนวทางในการพัฒนา

ส่งเสริมการค้าบริการที่มีศักยภาพเพื่อสร้างงาน กระจายรายได้ และหารายได้จากเงินตราต่างประเทศ
(๑) พัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนเพื่อเพิ่มการจ้างงาน และกระจายรายได้สู่ชุมชน โดย
(๑.๑) พัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวให้สามารถรองรับการขยายตัวของนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ โดยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงกลุ่มพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับศักยภาพเชิงวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในพื้นที่และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยคำนึงถึงขีดความสามารถของพื้นที่ในการรองรับนักท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อย่างถูกวิธี การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประเพณี การท่องเที่ยวเชิงเกษตร กิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการกีฬา สวนสุขภาพ และสวนสนุก
(๑.๒) ปรับปรุงคุณภาพด้านการบริการและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ได้มาตรฐานและเพียงพอ โดยให้ความสำคัญต่อการเพิ่มและกวดขันมาตรฐานด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การแก้ไขปัญหาการหลอกลวงเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้านการเข้าออกประเทศ การเดินทางในประเทศ การให้บริการข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย รวมทั้งพัฒนาบุคลากรทางการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพและปริมาณสอดคล้องกับกิจกรรมการท่องเที่ยวแต่ละประเภท
(๑.๓) ส่งเสริมบทบาทชุมชนและองค์กรชุมชนในท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างครบวงจร ทั้งการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การบำรุงรักษา และการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว โดยรณรงค์สร้างจิตสำนึกและเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ชุมชนและท้องถิ่นในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนให้มีการพัฒนาสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านและบริการในท้องถิ่น ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจการท่องเที่ยว
(๑.๔) ให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวที่มีระยะพักนาน และนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มการประชุม การจัดนิทรรศการนานาชาติ การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล เพื่อเพิ่มสัดส่วนของรายได้ต่อนักท่องเที่ยวและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรการท่องเที่ยว โดยให้มีระบบบริหารจัดการเฉพาะขึ้นมารับผิดชอบ รวมทั้งให้มีศูนย์ประชุม และศูนย์แสดงสินค้านานาชาติในเมืองหลักที่มีศักยภาพขึ้นมารองรับ
(๑.๕) ประชาสัมพันธ์และสร้างจิตสำนึกการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเที่ยวเมืองไทยมากขึ้น และเร่งรัดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาให้เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวหลักในพื้นที่ เพื่อการสร้างงานและกระจายรายได้ไปสู่ชุมชนและท้องถิ่น
(๒) พัฒนาธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ เพื่อเป็นแหล่งสร้างและกระจายรายได้ใหม่ที่สำคัญ โดย
(๒.๑) สนับสนุนบริการรักษาพยาบาลและส่งเสริมสุขภาพสำหรับชาวต่างประเทศ โดยจัดให้มีองค์กรทำหน้าที่ควบคุมดูแล กำหนดมาตรฐานรองรับคุณภาพบริการของโรงพยาบาลและสถานพยาบาลของเอกชน รวมทั้งส่งเสริมการศึกษา วิจัย และพัฒนาคุณภาพบริการด้านการรักษาพยาบาลและส่งเสริมสุขภาพของไทยให้ทันสมัย โดยเฉพาะแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพร โดยปรับปรุงกฎ ระเบียบ ให้สามารถรับรองมาตรฐานการขึ้นทะเบียนยาได้
(๒.๒) สนับสนุนธุรกิจด้านภัตตาคารและร้านอาหาร โดยให้มีมาตรการจูงใจเพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการภัตตาคารและร้านอาหารทั้งในประเทศและต่างประเทศ หันมาควบคุมดูแลมาตรฐานและสุขอนามัยของตนเองให้มากขึ้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภคทั้งชาวไทย และชาวต่างประเทศ พร้อมทั้งส่งเสริมและประชาสัมพันธ์การจัดงานเทศกาลอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
(๒.๓) ส่งเสริมบริการด้านการศึกษาของประเทศให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ รวมทั้งสนับสนุนการศึกษานานาชาติและฝึกอบรมวิชาชีพเฉพาะด้านสำหรับชาวต่างประเทศ โดยปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้ออำนวยต่อการเดินทางเข้ามาศึกษาและฝึกอบรมในประเทศ โดยเฉพาะหลักสูตรระยะสั้น และจัดระบบการศึกษาและฝึกอบรม ให้เป็นมาตรฐานสากลที่สามารถเชื่อมโยงและประสานกับสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ สำหรับเป็นทางเลือกสำหรับผู้ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศ
(๒.๔) ส่งเสริมการออกแบบทางสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และงาน
ออกแบบอื่นๆ รวมทั้งสนับสนุนการออกไปรับงานธุรกิจก่อสร้างในต่างประเทศ เพื่อเป็นการส่งออกด้านบริการ โดยให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการ
 


แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐
(พ.ศ. ๒๕๕๐ – ๒๕๕๔) บทที่ ๔

การปรับโครงสร้างภาคบริการ ให้เป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของประเทศ โดยพัฒนาการท่องเที่ยวไทย ให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของภูมิภาค บนฐานความโดดเด่นและหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และ ความเป็นไทย และพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจบริการที่มีศักยภาพ เพื่อขยายฐานการผลิตและการตลาดธุรกิจบริการครอบคลุมระดับภูมิภาค บนฐานความแตกต่างและความชำนาญเฉพาะด้านของบริการที่สำคัญ ได้แก่ ธุรกิจบริการด้านการศึกษา บริการสุขภาพและสปา ธุรกิจค้าส่งและปลีก ธุรกิจบริการทางการเงิน ธุรกิจบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกิจการก่อสร้าง และ ธุรกิจภาพยนตร์ไทย เป็นต้น

๑. ฟื้นฟู พัฒนา แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ โบราณสถานในเชิงกลุ่มพื้นที่ และเสริมสร้างเอกลักษณ์ความเป็นไทย ทั้งการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น วิถีชีวิตชุมชน และ ภูมิปัญญาชาวบ้าน เพื่อสร้างสินค้าท่องเที่ยวใหม่าๆแก่ธุรกิจการท่องเที่ยวไทย และ เป็นแหล่งท่องเที่ยวของตลาดท่องเที่ยวโลก

๒. ส่งเสริมการลงทุน พัฒนาธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อรองรับตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจเฉพาะด้าน และ สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า การพำนักระยะยาว การจับจ่ายซื้อสินค้า สินค้าโอท๊อป และ แหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นต้น

๓. พัฒนาคุณภาพและมาตราฐานขอธุรกิจและบริการที่มีศักยภาพให้เป็นที่ยอมรับ น่าเชื่อถือ และตอบสนองความต้องการของตลาดโลก รวมทั้งเพื่อรองรับนโยบายการเปิดเสรีภาคบริการ บนฐานความโดดเด่นทางวัฒนธรรมและความเป็นไทย โดยเฉพาะธุรกิจบริการที่มีศักยภาพในการดึงกลุ่มลูกค้ามาใช้บริการในประเทศ เช่น ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการด้านการศึกษา บริการด้านสุขภาพ และ ธุรกิจภาพยนตร์ไทย เป็นต้น
๔. ส่งเสริมตลาดการท่องเที่ยวและกลุ่มลูกค้าธุรกิจบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษา,นตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ๆที่มีคุณภาพ เช่นตลาดรัสเซีย และ กลุ่มประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของรัสเซีย ตลาดตะวันออกกลาง และตลาดนักท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม โดยอาศัยเครือข่ายความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดร่วมกัน

๕. พัฒนาปัจจัยสนับสนุนให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยว ทั้งการพัฒนาโครงข่ายการคมนาคมเพื่อการเข้าถึง และเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยว มาตรฐานความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน สิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน และการปรับปรุงกฏระเบียบข้อกฏหมาย การพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ และการเสริมสร้างขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ และขีดความสามารถการบริหารการจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

๖. สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และ องค์กรชุมชนในท้องถิ่น เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรม รวมทั้งการสนับสนุนการรวมกลุ่มของชุมชนในรูปแบบต่างๆ เพื่อเชื่อมโยงการประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่นกับกิจกรรรมการท่องเที่ยวองเที่ยว เพื่อช่วยสร้างงาน สร้างรายได้แก่ชุมชน

 

จริยธรรมการท่องเที่ยว (Global Code of Ethics)
 
โดย องค์กรการท่องเที่ยวโลก WTO (World Tourism Organization)



จริยธรรมการท่องเที่ยวโลก

หลักการที่   1  การท่องเที่ยวสร้างความเข้าใจ และ ทำให้มีความเคารพนับถือซึ่งกันและกัน ระหว่างคนกับสังคมต่างๆ
Tourism's contribution to mutual understanding and respect between peoples and societies


1.การท่องเที่ยวที่ดีย่อมทำให้เกิดความเข้าใจและส่งเสริมค่านิยมทางจริยธรรม ทำให้มนุษยชาติ มีความใจกว้างและยอมรับนับถือต่อความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม และปรัชญาทางความคิด ดังนั้นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาการท่องเที่ยว รวมถึง นักท่องเที่ยวเองควรจะปฏิบัติตามประเพณีทางสังคมและวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ การปฏิบัติดังกล่าวเป็นการให้เกียรติและยอมรับในคุณค่าของคนรวมทั้งคนกลุ่มน้อยและคนพื้นเมืองในชุมชนที่ได้เยี่ยมเยือนนั้น

2. กิจกรรมทางการท่องเที่ยวควรจะดำเนินไปในลักษณะที่กลมกลืนไปกับวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่นนั้นๆ นักท่องเที่ยวควรให้ความเคารพต่อกฎหมาย และธรรมเนียมปฏิบัติในพื้นที่ต่างๆของประเทศที่ได้ไปเยี่ยมเยือน

3. ชุมชนที่ถูกเยี่ยมเยือน และ ผู้ประกอบวิชาชีพในท้องถิ่น สมควรที่จะให้เกียรติต่อนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ด้วยการเรียนรู้ทำความเข้าใจ ในวิถีชีวิต วิธีคิด รสนิยม ความคาดหวัง การศึกษา ของนักท่องเที่ยว โดยมีวิธีการต้อนรับที่ดีแก่นักท่องเที่ยวในแบบอย่างเจ้าของบ้านที่ดี

4. เป็นภาระของหน่วยงานของรัฐที่จะต้องให้ความคุ้มครองต่อนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือน ในชีวิตและทรัพย์สิน รัฐต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เนื่องจากเขาเหล่านั้นอาจมีข้อจำกัดในข้อมูล  เขาควรจะได้รับการแนะนำในเบื้องต้น ถึงวิธีการที่จะได้รับข่าวสารในการป้องกันภัย การประกันภัย ความปลอดภัยและความช่วยเหลือที่ตรงกับความต้องการของเขา การถูกโจมตี การถูกทำร้าย การลักพาตัว หรือ ภัยคุกคามอย่างอื่นที่มีต่อนักท่องเที่ยว หรือคนทำงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ให้รวมถึงการทำลาย สิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยว องค์ประกอบทางวัฒนธรรม หรือ มรดกทางธรรมชาติอย่างจงใจ ควรจะต้องได้รับการประณาม และถูกลงโทษอย่างรุนแรงตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศนั้นๆ

5. นักท่องเที่ยวไม่ควรกระทำอาชญากรรมใด ๆ หรือการกระทำอื่นใดที่จัดได้ว่าเป็นอาชญากรรมตามกฎหมายของประเทศที่ตนไปเยือน และให้หลีกเหลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่เป็นการฝืนความรู้สึก หรือ เป็นความเสียหายต่อประชากรในท้องถิ่นนั้นๆ หรือ เป็นการทำความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นนั้นๆ

6. นักท่องเที่ยว หรือ ผู้เยี่ยมเยือน เป็นความรับผิดชอบของตนเองที่จะต้องทำการศึกษา และทำความคุ้นเคย กับคุณลักษณะ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศของประเทศที่ไปเยี่ยมเยือน ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพ และความปลอดภัยในขณะเดินทางท่องเที่ยวในท้องที่นั้นๆ ที่แตกต่างไปจากสิ่งแวดล้อมเดิมของตน และจะต้องประพฤติตนในหนทางที่จะลดความเสี่ยงเหล่านั้นให้น้อยที่สุด

 

หลักการที่  2 การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือของปัจเจกบุคคลและกลุ่มคนในการบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้
Tourism as a vehicle for individual and collective fulfillment


 

1. การท่องที่ยวซึ่งเป็นกิจกรรมที่สัมพันธ์กับการพักผ่อน การหย่อนใจ การกีฬา รวมถึงการศึกษาวัฒนธรรม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากได้รับการวางแผนและการปฏิบัติ ด้วยจิตใจที่เปิดกว้างตามควรแล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการเรียนรู้เขารู้เรา เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน และ เรียนรู้ถึงความชอบธรรมในความแตกต่างและความหลากหลายของคนกับวัฒนธรรม

2. กิจกรรมการท่องเที่ยวควรเคารพในความเท่าเทียมกันของผู้ชายและผู้หญิง ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิส่วนบุคคลของกลุ่มคนที่มีความอ่อนแอ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนกลุ่มน้อยและคนพื้นเมือง

3. การใช้ประโยชน์จากความเป็นมนุษย์ไม่ว่าในรูปแบบใด โดยเฉพาะการกระทำทางเพศต่อเด็ก นับเป็นการสวนทางกับจุดมุ่งหมายขั้นพื้นฐานของการท่องเที่ยว ควรร่วมมือต่อต้านกันอย่างจริงจัง ให้มีการออกกฎหมายทั้งของประเทศที่ได้รับการเยือนและประเทศของผู้ท่องเที่ยว หรือ ผู้เยี่ยมเยือน ในการกำหนดความผิด และบทลงโทษ พร้อมทั้งดำเนินการตามกฎหมายเหล่านั้นอย่างจริงจัง แม้ว่าการกระทำความผิดนั้นจะเกิดขึ้นในต่างประเทศที่ไปเยือนก็ตาม โดยไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษ

4. การเดินทางเพื่อจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ ทางศาสนา สุขภาพ การศึกษา และวัฒนธรรม หรือ การแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ภาษา เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์สมควรได้รับการสนับสนุนและส่งเสริม

5. การแลกเปลี่ยนนักท่องเที่ยว เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย ควรที่จะส่งเสริมให้มีการบรรจุเข้าไปไว้ในหลักสูตรทางการศึกษา อบรม ต่อผู้เกี่ยวข้อง

 

หลักการที่  3 การท่องเที่ยว เป็นปัจจัยในการพัฒนาอย่างยั่งยืน
Tourism, a factor of sustainable development


1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในการพัฒนาการท่องเที่ยวควรจะคุ้มครองสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เพื่อให้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากการท่องเที่ยวนั้นเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นไปความคาดหวังของคนรุ่นนี้และรุ่นต่อๆไปในอนาคต

2. การพัฒนาการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ควรนำไปสู่การประหยัดทรัพยากรที่มีค่าและหายาก โดยเฉพาะน้ำและพลังงาน รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการผลิตของเสียเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นการพัฒนาการท่องเที่ยวเหล่านี้ควรได้รับสิทธิพิเศษ และควรได้รับการส่งเสริมจากในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

3. ควรกระจายการท่องเที่ยวให้มีความแตกต่างในเรื่องของเวลาและสถานที่ในการเดินทางของนักท่องเที่ยวและผู้เยี่ยมเยือน ในช่วงวันลาพักผ่อนและวันหยุดของโรงเรียน ให้มีการกระจายออกไป การพักผ่อนสามารถมีขึ้นได้ตลอดปี ทั้งนี้เพื่อกระจายการใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอีกด้วย

4. การออกแบบวางผัง โครงสร้างพื้นฐานทางการท่องเที่ยวและการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวควรจัดในแนวทางที่จะรักษามรดกทางธรรมชาติ ให้คำนึงถึง ระบบนิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีววิทยา และ เพื่อรักษาชีวิตสัตว์ป่าที่หายากและกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาการท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบอาชีพต่างๆในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจะมีข้อตกลงที่จะกำหนด หรือ จำกัดกิจกรรมของตนในพื้นที่ที่มีความเปราะบาง เช่น ทะเลทราย ขั้วโลก หรือ พื้นที่ภูเขา พื้นที่ชายฝั่งทะเล ป่าเมืองร้อน หรือ พื้นที่ชุ่มน้ำ โดยการกำหนดเป็นพื้นที่สงวน หรือ อนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ เป็นเขตคุ้มครอง

5. การท่องเที่ยวธรรมชาติและการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เป็นที่ยอมรับว่าเป็นหนทางไปสู่การส่งเสริมและทำให้การท่องเที่ยวมีความงดงาม ทั้งนี้ต้องสำนึกด้วยการดูแลเอาใจใส่ต่อมรดกทางธรรมชาติที่ได้สร้างสรรค์ไว้ ให้รวมถึงประชากรพื้นเมืองในท้องถิ่นนั้นๆ โดยให้คำนึงถึงขีดความสามารถในการรองรับของแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ว่ามีสามารถจะรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวในเรื่องของ จำนวนในช่วงเวลาต่างๆ

 

 

หลักการที่   4 การท่องเที่ยวเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผดุงรักษามรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ
Tourism, a user of the cultural heritage of mankind and a contributor to its enhancement


1. ทรัพยากรทางการท่องเที่ยวนับเป็นมรดกของมนุษยชาติ ชุมชนที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่นั้นย่อมจะมีสิทธิ และมีพันธะเป็นพิเศษต่อการผดุงรักษาทรัพยากรการท่องเที่ยวนั้นๆ

2. กิจกรรมและนโยบายการท่องเที่ยวควรจัดให้มีขึ้นในลักษณะที่ให้ความคุ้มครองต่อมรดกทางศิลปกรรม โบราณคดี และวัฒนธรรม เพื่อให้ดำรงคงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อๆไป โดยเฉพาะควรมุ่งมั่นให้กับการอนุรักษ์รักษาและปรับปรุงอนุสาวรีย์ ศาลเจ้า พิพิธภัณฑ์ แหล่งประวัติศาสตร์ และโบราณคดีต่าง ๆ อีกทั้งควรที่จะส่งเสริมเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าเยี่ยมชม นอกจากนี้ควรสนับสนุน และส่งเสริมให้อนุสาวรีย์ และทรัพย์สมบัติทางวัฒนธรรมที่เป็นของเอกชน ควรสนับสนุนให้มีการเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมด้วย แต่ต้องเคารพในสิทธิของผู้เป็นเจ้าของ สำหรับอาคารสถานที่ทางศาสนาควรเปิดให้เข้าชม แต่ต้องไม่รบกวนการแสดงความเคารพบูชาของผู้ที่นับถือศาสนานั้น ๆ

3. บางส่วนของรายได้ที่ได้มาจากการเยี่ยมชมแหล่งวัฒนธรรมและอนุสาวรีย์ ควรนำกลับไปใช้ในการดูแล พิทักษ์ รักษา พัฒนาและปรับปรุงมรดกทางศิลปกรรม โบราณคดี และวัฒนธรรมที่มีค่าเหล่านี้

4. กิจกรรมการท่องเที่ยวที่นำผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมประเพณี งานฝีมือ และการละเล่นพื้นบ้าน มาใช้เพื่อการท่องเที่ยว ควรที่จะได้มีการวางแผนให้มีวิธีการปฏิบัติที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวนี้อยู่รอดและเติบโต โดยไม่ปล่อยให้ของเหล่านี้เสื่อมลงและกลายเป็นผลิตภัณฑ์ปกติธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป

 

หลักการที่  5 การท่องเที่ยว เป็น กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและชุมชนเจ้าของบ้าน
Tourism, a beneficial activity for host countries and communities


1. ประชาชนท้องถิ่นควรจะได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม จากกิจกรรมการท่องเที่ยว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อันเกิดขึ้นจากแรงงานของเขาไม่ว่าจะเป็นทางตรงและทางอ้อม

2. ควรใช้นโยบายการท่องเที่ยวในลักษณะที่ช่วยยกมาตรฐานการครองชีพของประชากรในภูมิภาค และชุมชนท้องถิ่น การวางแผน และการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ของโรงแรมที่พัก และสถานที่พักผ่อนเพื่อการท่องเที่ยวควรมีความมุ่งหมายที่จะผสมผสานให้เข้ากับสังคมและเศรษฐกิจของท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ และควรให้โอกาสแก่แรงงานท้องถิ่นก่อนหากแรงงานมีทักษะเท่าเทียมกัน

3. ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อปัญหา ในเขตพื้นที่ชายฝั่ง พื้นที่เกาะ และชนบทที่อ่อนแอ หรือ เขตพื้นที่ภูเขา พื้นที่เหล่านี้กำลังเผชิญปัญหาในการทำมาหากินแบบดั้งเดิมจากการท่องเที่ยว และพื้นที่เหล่านี้มีโอกาสน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆในการพัฒนา

4. ผู้ประกอบอาชีพทางการท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ลงทุน ซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้กฏหมาย และข้อบังคับที่ออกโดยองค์กรของรัฐ สมควรที่จะต้องศึกษาผลกระทบของโครงการที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ และจะต้องชี้แจงแผนงานและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างมีหลักมีเกณฑ์และมีความโปร่งใสมากที่สุด

 

หลักการที่   6 ภาระหน้าที่ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาการท่องเที่ยว
Obligations of stakeholders in tourism development


1. ผู้ประกอบอาชีพทางการท่องเที่ยวมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องให้ข่าวสารข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวอย่างมีหลักฐานและซื่อสัตย์ในเรื่อง ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว และเงื่อนไขการเดินทาง การต้อนรับ และการกินอยู่ ต้องให้ความมั่นใจว่าเงื่อนไขของข้อสัญญาที่เสนอต่อลูกค้าในรูปแบบ ราคาและคุณภาพของบริการที่สัญญาไว้ ตลอดจนเงินค่าชดใช้ความเสียหายในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาต้องได้รับการปฏิบัติตามสัญญา

2. ผู้ประกอบอาชีพทางการท่องเที่ยว และผู้มีอำนาจรัฐ ควรให้ความเอาใจใส่ต่อความมั่นคงปลอดภัย การป้องกันอุบัติภัย ความปลอดภัยในเรื่องอาหาร และการป้องกันสุขภาพ แก่ผู้ที่ทำงานในสถานประกอบการ ในทำนองเดียวกัน ควรให้ความมั่นใจในระบบการประกันภัยและระบบความช่วยเหลือที่มีอยู่ และยอมรับพันธกรณีที่อาจมีขึ้นโดยกฎข้อบังคับของประเทศ และจะต้องจ่ายค่าชดเชยอย่างยุติธรรมในเหตุการณ์ที่ผู้ประกอบการได้ละเลยต่อพันธกรณีตามสัญญา

3. ผู้ประกอบอาชีพทางการท่องเที่ยว ควรมีส่วนร่วมที่จะช่วยให้นักท่องเที่ยวได้พบเห็นวัฒนธรรมและคุณค่าทางจิตใจดังที่นักท่องเที่ยวคาดหวังไว้ ตลอดจนยินยอมให้นักท่องเที่ยวได้ปฏิบัติกิจทางศาสนาระหว่างการเดินทาง

4. ผู้มีอำนาจรัฐทั้งประเทศของนักท่องเที่ยวเอง และประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ร่วมมือกับผู้ประกอบการ และสมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ให้ความมั่นใจกับนักท่องเที่ยวในกรณีที่บริษัทจัดการท่องเที่ยวมีปัญหาทางการเงิน ในการจัดส่งนักท่องเที่ยวกลับประเทศ

5. รัฐบาลมีสิทธิและหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามวิกฤต ที่จะแจ้งให้คนในชาติของตนทราบถึงสถานการณ์ที่ยากลำบาก หรือ อันตรายที่เขาอาจจะได้รับระหว่างเดินทางไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตามการออกข่าวดังกล่าวจะต้องมีความรับผิดชอบ ที่จะไม่ให้เป็นข่าวที่ลำเอียง ไม่เป็นธรรม หรือ เป็นข่าวที่เกินความเป็นจริงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศที่ไปเยือน และเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวของตน เนื้อหาคำแนะนำในการเดินทางควรจะได้มีการปรึกษาหารือกันก่อนกับประเทศที่ไปเยือน และผู้ประกอบอาชีพทางการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้อง การให้ข้อเสนอแนะควรจะมีน้ำหนักที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสถานการณ์ และอยู่ในขอบเขตของสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยที่ได้เกิดขึ้นจริง คำแนะนำดังกล่าวควรจะมีการยืนยันหรือยกเลิกโดยเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ เมื่อเหตุการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

6. ข่าวสารและโดยเฉพาะข่าวสารการเดินทางและสื่อสารอย่างอื่น รวมทั้งวิธีการติดต่อสื่อสารทางอิเลคโทรนิค ควรกระทำด้วยความซื่อสัตย์ และเป็นข่าวที่มีความสมดุลของเหตุการณ์ และสถานการณ์ซึ่งอาจมีผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว ควรจะให้ข่าวสารที่มีความแม่นยำและเชื่อถือได้ต่อลูกค้าของบริษัทที่ให้บริการทางการท่องเที่ยว การติดต่อสื่อสารสมัยใหม่และเทคโนโลยีทางด้านพาณิชย์อิเล็คโทรนิคควรจะได้รับการพัฒนาและนำมาใช้เพื่อความมุ่งหมายนี้ ในกรณีที่เกี่ยวกับสื่อด้านนี้ไม่สมควรที่จะทำการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเพศไม่ว่าในกรณีใด

 

 

หลักการที่   7 สิทธิในการท่องเทียว
Right to tourism


1. ความคาดหวังของบุคคลในการเข้าถึงเพื่อค้นหาและหาความรื่นรมย์จากทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ เป็นสิทธิอันเท่าเทียมกันของผู้ที่อยู่อาศัยในโลกนี้ทั้งหมด การมีส่วนร่วมของการท่องเที่ยวของชนชาติ และนานาชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง ควรถือได้ว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดหนทางหนึ่ง ที่จะช่วยยังประโยชน์ในการใช้เวลาว่างของผู้คน และไม่ควรมีอุปสรรคใด ๆ ที่จะกีดกันความคาดหวังดังกล่าว

2. สิทธิของการท่องเที่ยวนับเป็นสิทธิที่สากล พร้อมทั้งถือได้ว่าเป็นของคู่กันกับสิทธิในการใช้เวลาว่าง และการพักผ่อน รวมถึงการจำกัดชั่วโมงการทำงาน และระยะเวลาของการลาพักผ่อนที่มีสิทธิได้รับค่าจ้าง ย่อมได้รับการค้ำประกันจาก มาตรา 24 ของ คำประกาศสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และ มาตรา 7. ของอนุสัญญานานาชาติว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

3. การท่องเที่ยวนับได้ว่าเป็นการพัฒนาสังคมด้วย เพราะช่วยให้มีการใช้เวลาว่าง การเดินทาง และการพักผ่อนที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และสังคม ควรได้รับการพัฒนา และการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ

4. นักท่องเที่ยวที่เป็นครอบครัว เยาวชน นักเรียน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ควรได้รับการส่งเสริมและอำนวยความสะดวก

หลักการที่   8 เสรีภาพการเดินทางของนักท่องเที่ยว
Liberty of tourist movements


1. นักท่องเที่ยว หรือ ผู้เยี่ยมเยือนควรจะได้รับประโยชน์ ภายใต้กับกฎหมายนานาชาติและข้อบังคับของประเทศ ด้วยเสรีภาพการเดินทางภายในประเทศ และจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง ที่สอดคล้องกับข้อที่ 13 ของคำประกาศสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เขาควรมีสิทธิที่จะเข้าถึงสถานที่พักระหว่างการเดินทาง และการพักแรม และเดินทางต่อไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นที่มีความแตกต่าง โดยไม่ถูกกีดขวางจากระเบียบที่เป็นพิธีการมากเกินไป หรือ การถือปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน

2. จะต้องอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว และผู้เยี่ยมเยือนในการใช้บริการการสื่อสารทุกรูปแบบในการติดต่อบุคคลต่างๆ เช่นผู้บริหารท้องถิ่น การให้บริการทางกฎหมาย สุขภาพ และกงสุลของประเทศของตน ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามพันธะสัญญาระหว่างประเทศ

3. นักท่องเที่ยว และผู้เยี่ยมเยือนควรจะได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับประชากรท้องถิ่นของประเทศที่ได้รับการเยี่ยมเยือนนั้น ในเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลปกปิด และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เก็บรักษาไว้ในสื่ออิเลคโทรนิก

4. วิธีการบริหารที่สัมพันธ์กับการข้ามชายแดนไม่ว่าจะอยู่ภายในขอบเขตความสามารถของรัฐ หรือ เป็นผลจากข้อตกลงนานาชาติ เช่นธรรมเนียมปฏิบัติในการขอวีซ่าหรือ ข้อกำหนดทางสุขภาพ และพิธีการศุลกากร ควรจะมีการปรับเปลี่ยน เพื่อทำให้การเดินทางมีความเป็นอิสระสูงสุดเท่าที่เป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อให้นักท่องเที่ยวนานาชาติมีโอกาสเดินทางอย่างอิสระ เสรี ควรส่งเสริมให้มีข้อตกลงระหว่างกลุ่มประเทศในอันที่จะประสานและลดขั้นตอนพิธีการต่าง ๆให้ง่ายขึ้น การเก็บภาษีเฉพาะและการเรียกเก็บค่าปรับที่ทำความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว และการทำลายความสามารถในการแข่งขัน ควรค่อย ๆ ขจัดออกไปหรือมีการปรับปรุงแก้ไข

5. หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศของผู้เดินทางอำนวย ผู้เดินทางสมควรจะได้รับอนุญาตให้แลกเปลี่ยนเงินที่จำเป็นสำหรับการเดินทางของเขาได้

 

หลักการที่   9  สิทธิของคนงานและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
Right of the workers and entrepreneurs in the tourism industry


1. สิทธิขั้นพื้นฐานของคนทำงานที่ได้รับค่าจ้าง และทำงานโดยอิสระในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และในองค์กรที่เกี่ยวข้อง ควรได้รับการประกัน โดยได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากผู้บริหารระดับชาติและระดับท้องถิ่น ทั้งประเทศแหล่งที่มาของนักท่องเที่ยวและประเทศที่ไปเยี่ยมเยือน

2. คนทำงานที่ได้รับค่าจ้าง และทำงานโดยอิสระในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ควรได้มีสิทธิและมีหน้าที่ที่ในเรื่องการฝึกอบรม ในระดับเบื้องต้นอย่างต่อเนื่องและเหมาะสม เขาควรได้รับความคุ้มครองทางสังคมอย่างเพียงพอ ความไม่มั่นคงของงานควรมีขีดจำกัดน้อยที่สุด ควรจะให้การประกันทางสังคมพร้อมฐานะบางประการแก่คนทำงานตามฤดูกาลในภาคอุตสาหกรรมนี้

3. คนท้องถิ่น หรือ เจ้าหน้าที่ของรัฐ จำเป็นที่จะต้องได้รับการเรียนรู้ ให้มีทักษะ เพื่อสามารถพัฒนากิจกรรมวิชาชีพทางการท่องเที่ยว ตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ สำหรับผู้ประกอบการ และนักลงทุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ควรมีสิทธิที่จะเข้าไปในภาคการท่องเที่ยวด้วยข้อจำกัดทางกฎหมาย และการบริหารที่น้อยที่สุด

4. ควรมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้บริหารและคนงาน ไม่ว่าจะเป็นคนมีเงินเดือนหรือไม่ก็ตาม กับประเทศต่างๆที่มีส่วนร่วมในการท่องเที่ยว ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก กิจกรรมนี้ควรได้รับการส่งเสริมให้สอดคล้องการใช้กฎหมายของประเทศและอนุสัญญาระหว่างประเทศให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้

5. ในสถานการณ์ซึ่งโลกมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง มีการไปมาหาสู่กันมากขึ้น และมีการจัดตั้งวิสาหกิจข้ามชาติในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีเครือข่ายครอบคลุมอย่างกว้างขวาง ไม่ควรใช้วิสาหกิจข้ามชาติเหล่านี้เป็นหนทางที่จะครอบงำประเทศที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบทางวัฒนธรรมและสังคมให้กลายเป็นรูปแบบแปลกปลอมไม่เป็นธรรมชาติ ไม่ควรนำวิสาหกิจข้ามชาติเป็นข้อต่อรองเพื่อแลกเปลี่ยนกับอิสระเสรีทางการลงทุนและการค้า ควรนำวิสาหกิจข้ามชาติมาใช้ในแง่ที่จะเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นของประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยว ไม่ควรใช้วิสาหกิจข้ามชาตินี้เอื้อประโยชน์ในการส่งผลกำไรคืนกลับไปยังบริษัทแม่ ในทำนองเดียวกันไม่ควรใช้วิสาหกิจข้ามชาติเหล่านี้เป็นหนทางในการนำเข้าสินค้าและบริการที่เกินขีดความพอดี หรือจำกัดการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจในประเทศที่เปิดตนเองเป็นแหล่งท่องเที่ยว  

6. ความเป็นหุ้นส่วน และการสร้างความสัมพันธ์ที่สมดุลระหว่างประเทศของวิสาหกิจที่ส่งนักท่องเที่ยวกับประเทศที่รองรับนักท่องเที่ยว ต้องมีส่วนในความรับผิดชอบต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของการท่องเที่ยว และ การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรมจากความเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

หลักการที่   10  การนำหลักจริยธรรมการท่องเที่ยวโลกออกใช้งาน
Implementation of the principles of the Global Code of Ethics for Tourism


1. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวควรร่วมมือกันในการนำหลักจริยธรรมข้างต้นมาใช้ปฏิบัติ และทำการตรวจสอบประสิทธิผลของการใช้ปฏิบัตินั้นๆด้วย

2. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาการท่องเที่ยวควรยอมรับบทบาทของสถาบันนานาชาติ คือ องค์การการท่องเที่ยวโลก รวมทั้งองค์กรเอกชนที่มีความสามารถในด้านการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม หรือสุขภาพ ซึ่งมีหลักการของกฎหมายนานาชาติเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป

3. ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มเดียวกับข้างต้น ควรแสดงออกถึงความตั้งใจในการใช้ปฏิบัติจริยธรรมการท่องเที่ยวโลก หากพบข้อขัดแย้งใด ๆ ที่เกี่ยวกับการใช้ ควรนำเสนอข้อขัดแย้งนั้นถึงบุคคลที่สาม ที่เรียกว่า คณะกรรมการจริยธรรมการท่องเที่ยวโลก เพื่อการพิจารณา

 (แปลโดยนายชาญ วงศ์สัตยนนท์)   

 

 

© 2010 All rights reserved.